วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2554

คุณใช้อะไรมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต?

Tags
ตอนผมอยู่ม.4 อาจารย์สอนฟิสิกส์สอนผมว่า ฟิสิกส์อธิบายได้ทุกอย่าง แม้แต่การเกิดสงคราม (แต่ผมก็ไม่รู้ว่ามันอธิบายได้อย่างไร) มาเจอหนังสือเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ หนังสือเล่มนั้นก็บอกว่า เศรษฐศาสตร์สามารถอธิบายได้ทุกอย่าง ผมจึงเริ่มสงสัยว่า ถ้าเราเชี่ยวชาญ หรือแตกฉานด้านไหน เราจะนำสิ่งนั้นมาอธิบาย(ทุก)สิ่งที่เกิดขึ้นรึเปล่า ถ้าเกิดวันนึง ผมเชี่ยวชาญด้านสุขภาพขึ้นมา ผมจะเอาเรื่องสุขภาพมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตรึเปล่า? (ซึ่งผมคิดว่าอาจเป็นไปได้ เพราะสุขภาพครอบคลุมด้านต่างๆของชีวิตจิตใจคน)

ศาสนา ก็เกิดขึ้นมาเพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา มีศาสนาเกิดขึ้นบนโลกหลายศาสนา เกือบทุกคนบนโลกมีศาสนาที่ตนเองนับถือ แต่ละคนใช้เหตุผลในการอธิบายเหตุการณ์ในชีวิตแตกต่างกันตามศาสนาที่ตนนับถือ (เช่นศาสนาพุทธ บอกว่าเป็นไปตามกรรม ศาสนาอื่น บอกว่าเป็นไปตามความประสงค์ของพระเจ้า) บางคน ใช้โหราศาสตร์ หรือศาสตร์ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์อื่น ๆ ในการอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต แม้เป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่ (เอ๊ะ ยังไง : D)

ชีวิตทุกคนคงมีความสุข ถ้ามีศาสตร์ที่ตนเองรู้ดีสักวิชาหนึ่ง และสามารถนำมาอธิบายสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ทุกเรื่อง

สังคมที่ผมอยู่ สิ่งแวดล้อมที่ผมเจอ ทำให้ผมเชื่อในระบบทุนนิยม อาจฟังไม่ถูกหูผู้ต่อต้านระบบอำนาจของเงินนัก แต่ก็เป็นมุมมองหนึ่งของผม ซึ่งอาจเปลี่ยนได้ ถ้าผมเจอเหตุผลที่ดีกว่า ที่จะทำให้ผมเชื่อในอย่างอื่น เพราะฉะนั้น "ตอนนี้" ถ้าผมจะเลือกศาสตร์อะไรซักอย่าง มาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต คงเป็น เศรษฐศาสตร์ ครับ

แม้ผมยังไม่แตกฉานในศาสตร์นี้ แต่ผมชอบแนวคิดของมัน ผมว่ามันไปกับผมได้นะ : )

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

หมอเสื้อฟ้า รักษามะเร็งที่จิตใจ ^^

ผมเขิลจังครับ ที่จั่วหัวแบบนี้ เป็นครั้งแรกที่(อาจหาญ)จะกล้าเรียกตัวเองว่าหมอเสื้อฟ้า คือต้องท้าวความก่อนว่าตัวผมเองเป็นนักศึกษาสาธารณสุข ตอนนี้เรียนอยู่ปีสุดท้ายแล้ว สาขาที่ผมเรียนคือ สาขาวิชาการสร้างเสริมสุขภาพ จบไปถ้าตามสายงานก็อาจจะทำงานที่ รพ.สต. หรือสถานีอนามัย หรือทำอะไรต่างๆ เกี่ยวกับสุขภาพ การดูแลสุขภาพ ฯลฯ หลัก ๆ ถ้าทำงานที่สถานีอนามัย ก็จะมีชุดทำงานสีฟ้า แล้วชาวบ้านจะเรียกว่าคุณหมอ ๆ ^^

ถ้าดูกันที่ความหมายของคำว่าสุขภาพ แปลว่า สุขภาวะทั้ง 4 มิติ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม และ จิตวิญญาน คนทั่วไปมักจะคิดว่า คำว่าสุขภาพ หมายความแค่สุขภาพร่างกาย แต่ในความเป็นจริง สุขภาวะทั้ง 4 มิตินั้น เกี่ยวข้องคล้องกันอย่างแยกกันออกไม่ได้ (มองสุขภาพแบบองค์รวม) การแพทย์สมัยใหม่นั้น เน้นการรักษามิติแรก คือด้านร่างกาย จ่ายยาเป็นส่วนใหญ่ ด้วยเหตุทั้งบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ และระบบบริการสุขภาพแบบดั้งเดิมที่มีมานานของประเทศ และเหตุผลต่าง ๆ อีกมากมาย ทำให้การดูแลด้านจิตใจของผู้มารับบริการเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยเห็นกันมากนัก

การเกริ่นนำผมคงพอลงแค่นั้น มาถึงเรื่องที่ผมอยากเขียนจริง ๆ ดีกว่า ; )

ความรู้สึกแย่ ๆ ในใจของคนเรานั้น ถ้าเปรียบเทียบกับสุขภาพร่างกายของคนเรา คงเปรียบได้เหมือนกับเป็นเนื้อร้ายที่เซลล์เกิดการแบ่งตัวผิดพลาด และเมื่อความรู้สึกแย่ ๆ ทั้งเรื่องความรัก เรื่องครอบครัว เรื่องเพื่อน ปัญหาคาใจต่าง ๆ เมื่อก่อตัวขึ้น และไม่ได้รับการรักษาใส่ใจ และไม่ได้ตัดทิ้งออกไป ก็จะเริ่มสร้างความเจ็บปวดช้า ๆ แต่มีนัยสำคัญ และลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ เรื่องแย่ ๆ ที่ทำร้ายจิตใจเราทีละนิด ดึงพลังงานและแรงบันดาลใจของเราไป จะทำงานก็ทำได้ไม่เต็มที่ เพราะรู้สึกแย่ในใจ บางคนเรียกอาการแบบนี้ว่า "หงุดหงิด" "upset" "อารมณ์ไม่ดี" "นอยด์" (อันนี้ผมไม่รู้ว่ารากศัพท์มากจากไหน แต่เห็นผู้หญิงชอบพูดกัน อิอิ) ประมาณนี้ครับ เราจะเห็นการลุกลามของความรู้สึกแย่ ๆ ยกตัวอย่างเช่น ทะเลาะกับพ่อแม่ก็อารมณ์ไม่ดีพาลไม่กินข้าว เพราะกินไม่ลง (แต่บางคนอาจจะกินเยอะขึ้น อันนี้อ้วน) หงุดหงิดเพื่อนที่ทำงาน ก็มาอารมณ์เสียใส่แฟน หรือคนที่บ้าน โดนขับรถปาดหน้า แล้วไปหัวเสียกับแฟน แบบนี้เรียกว่าลุกลามแล้วครับ เนื้อร้ายนั้นกำลังแบ่งตัวไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายคุณแล้ว (หมายถึงส่วนต่าง ๆ ของชีวิต)

ในแต่ละวัน ความคิดเราเกิดขึ้นประมาณ 5-6 หมื่นครั้ง ถ้าเราปล่อยความคิดไปเรื่อย ๆ โดยไม่สนใจ ความคิดอาจจะแว้งมาทำร้ายตัวเราเองได้ เพราะความคิดมีทั้งดีและร้าย ทั้งที่อาจเกิดขึ้นจริง หรืออาจไม่มีวันเกิดขึ้นเลยก็ได้ ความคิดจะไหลไปเรื่อย ๆ อย่างไร้ทิศทาง แต่เราจะไปจับว่าความคิดของเรานั้นดีหรือไม่ดี จะไปสังเกตความคิดวันละ 5-6 หมื่นครั้งนั้น เป็นไปไม่ได้ครับ บ้าตายพอดี แต่เราสามารถจับความคิดเราได้ว่า "ดี" หรือ "ไม่ดี" ได้ที่ "ความรู้สึก" ครับ เราต้องรู้ตัวเองว่าปัจจุบันเรามีความรู้สึกอย่างไร ความรู้สึกนั้นแบ่งได้ 2 ฝั่งคือ รู้สึกดี กับ รู้สึกแย่ ครับ คนอ่านสงสัยอาจจะบอกว่า แล้วความรู้สึกเฉย ๆ ล่ะ ไม่ได้รู้สึกดี ไม่ได้รู้สึกแย่ แต่รู้สึกเฉย ๆ อ่ะ (คือยังไม่ตัดสินใจว่าจะรู้สึกยังไงดี 55) ผมขอแยกความรู้สึกเฉย ๆ ไว้ในฝั่ง "รู้สึกแย่" ครับ เพราะเฉย ๆ หรือความเฉื่อยชานั้น อาจนำมาซึ่งความรู้สึกแย่อื่น ๆ ได้ง่าย สรุปว่า ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ตอนนี้ รู้สึกดี รึว่า รู้สึกแย่ ... อารมณ์เป็นยังไงนั่นเอง

ก็อย่างที่บอกว่าถ้ารู้สึกแย่แล้ว อย่างอื่นก็จะแย่ตามไปหมด ทีนี้ล่ะ หมาเห่าก็โกรธ จิ้งจกทักก็ยังเคือง เรื่องแย่ ๆ อื่น ๆ ก็ตามมาอีก เป็นลูกโซ่ เหมือนเป็นมะเร็งจิตใจลุกลามดี ๆ นี่เอง


เขียนมาถึงตรงนี้ คงต้องเฉลยวิธีรักษามะเร็งจิตใจแล้วล่ะครับ
สิ่งที่ใช้รักษามะเร็งจิตใจ คือความรู้สึกดี ๆ อารมณ์ดี ๆ นั่นเองครับ เราต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่าชีวิตเราก็ไม่สามารถมีความสุขอย่างเดียวได้ เพราะถ้าเราไม่มีความทุกข์ เราก็ไม่รู้ว่าความสุขเป็นยังไง สิ่งที่เราต้องทำคือ ปรับสัดส่วนให้ความทุกข์เหลือน้อย และความสุขเยอะหน่อย ต้องยอมรับว่าชีวิตเราแต่ละคนไม่ได้มีชีวิตน่าตื่นเต้น เร้าใจ และมีเรื่องดี ๆ พอให้ฉลองกันได้ทุกวันจริงมั้ยครับ อ่านดี ๆ นะครับ จะถึงตอนสำคัญแล้ว สิ่งที่เราต้องทำให้ชีวิตเรามีความรู้สึกดี ๆ อารมณ์ดี ๆ เพิ่มมากขึ้นคือ "การรู้จักพอใจกับเรื่องธรรมดา ๆ" ครับ อย่างเช่น เจอหมา เจอแมว เจอเด็กตัวเล็ก ๆ น่ารัก ๆ เห็นคนพาคนแก่ข้ามถนน หรือแม้กระทั้งวันนี้สามารถดำเนินสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างปกติ ไม่มีข้อขัดข้องผิดพลาดใด ๆ ก็รู้สึกดี หัดรู้สึกดีกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้ครับ แล้วชีวิตเราจะมีความสุขขึ้นเยอะเลย ถ้าทำได้ มะเร็งจิตใจ จะไม่มีทางกร้ำกรายเข้ามาในชีวิตเราได้แล้วครับ

เหมือนจะเป็นประโยคที่ผมชอบบอกประจำ
รักษามะเร็งจิตใจ ก็แค่...

ยิ้มหน่อยครับ : )

วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554

09/10/11 ยิ้มหน่อยครับ


อาทิตย์ 09/10/11

วันนี้ผมตื่นแต่เช้า ไปที่ทำงาน ผมฝึกงานอยู่ที่ รพ.สต. คลองสอง (หรือที่เรียกว่า สถานีอนามัย) ตื่นประมาณ 7:30 รีบทำภาระกิจ อาบน้ำ แต่งตัวเสร็จ ลงไปกินข้าว เจอเพื่อนพอดี เลยนั่งกินข้าวด้วยกัน ไปรอเพื่อนที่จะไปที่ทำงานด้วย จริง ๆ วันนี้วันอาทิตย์ เป็นวันหยุดนะ แต่การเข้าไปหาชาวบ้านต้องไปวันที่ชาวบ้านว่าง จะว่างวันไหนไปวันนั้นไม่ได้

ไปถึงก็เก้าโมงกว่าได้แล้ว นั่งรถตู้เข้าไปชุมชน คนในชุมชนให้ความร่วมมือกับกิจกรรมดีมาก น่ารักกันทุกคน บางคนไม่กล้าเจาะเลือดเบาหวาน พูดยังไงก็ไม่ยอมเจาะ ก็ต้องยอม (สงสัยเค้ากลัวเข็ม) ทำงานเสร็จประมาณเที่ยง พี่ที่ทำงานพาไปกินข้าว เป็นร้านอาหารอีสาน รู้สึกว่าพี่เค้าใจดีมาก ยังมาส่งที่หอด้วย เราก็กลับมาหอ แล้วก็นอนถึงหกโมง ที่บ้านโทร.มาถามเรื่องน้ำท่วม + นู่นนี่ เรายังอิ่มข้าวเหนียวมาก ยังได้ออกไปกินอะไรเลย ถึงตอนนี้

มีเพลงรักอยู่เพลงนึง ที่ได้ เขียน ร้อง ทำดนตรี ไว้อย่างลงตัว และเข้าใจอารมณ์รัก

"ค่อย ๆ รักกัน เบา เบา" : )

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

ผมมีความสุขตอนไหน?

Tags


พออีกอ่านหนังสือเกี่ยวกับการคิดบวก มีอยู่ตอนหนึ่งถามว่าเรามีความสุขตอนไหนบ้าง ก็เลยมาเขียนในนี้แบบหมดเปลือก ไม่ปกปิด ไม่แอ๊ป
- มีความสุขตอนได้เงิน - หวังว่าเราคงไม่เป็นอยู่คนเดียวนะ
- มีความสุขตอนเข้าร้านหนังสือ แล้วซื้อหนังสือ - เวลาเข้าร้านหนังสืออารมณ์เหมือนเด็ก ๆ ได้ไปร้านของเล่น อยู่ที่นั่นได้ทั้งวัน เข้าไปทีไรต้องซื้อทุกทีอย่างน้อย 1 เล่ม
- มีความสุขเมื่อได้อ่านหนังสือ - อ่านหนังสือแล้วได้ความรู้ใหม่ ๆ แบบมีนัยสำคัญกับชีวิต แบบ มันมีอะไรขึ้นมาอ่ะ
- มีความสุขตอนมีคนชม - เข้าใจนะ
- มีความสุขตอนแม่อาการดีขึ้น - แม่ไม่สบาย (ไม่ได้หนักมากหรอก)
- มีความสุขตอนพี่สาวอารมณ์ดี - ปกติแกอารมณ์บูด โหดตลอดเวลา อิอิ (หวังว่าคงไม่เข้ามาอ่านนะ)
- มีความสุขตอนเห็นหมา - เจอหมา หรือเล่นกับหมา ตัวไหนก็ได้ พันธุ์อะไรก็ได้
- มีความสุขตอนสังสรรค์กับเพื่อนเยอะ ๆ - น้อย ๆ ก็ได้ แฮ่ๆ
- มีความสุขตอนเห็นคนเข้าเว็บเยอะขึ้น - เยอะขึ้นแบบมีนัยสำคัญ
- มีความสุขตอนซื้อของเล่นใหม่ ๆ มา - เช่น Notebook Tablet Smart Phone (วัตถุนิยมเนอะ - ว่าง ๆ จะเขียน blog เกี่ยวกะวัตถุนิยม)
- มีความสุขตอนเขียน blog - และอ่าน blog ที่ตัวเองเคยเขียนไว้
- มีความสขตอนที่เราทำอย่างที่ได้ตั้งใจไว้ - เออ

พอและ คิดไม่ออก แค่นี้ก่อนจ่ะครับ :D

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อัพเดทชีวิตครับ

Tags
อัพเดทชีวิตของนายปีศาจสุรา มีเรื่องราวมากมายผ่านเข้ามา แต่บางทีก็ไม่ได้เข้ามาเขียน มาพิมพ์ไว้ใน blog เรื่องมันก็หายไป บางทีก็เสียดายเหมือนกัน วันนี้เลยเข้ามาอัพเดทหน่อย
- ตอนนี้อยู่ปี 4 เทอม 1 ยังขี้เกียจเหมือนเดิม
- อ่านหนังสือบ่อย อ่านเยอะ แต่ไม่ใช่หนังสือเรียน ส่วนมากจะอ่านหนังสือลงทุน
- ย้ายหออยู่แล้ว ตั้งแต่ต้นเทอม ตอนนี้อยู่หอ VKP มี Roommate 1 คน อยู่ฝั่ง Park
- เอ๊ะ ตอนนั้นขับมอไซต์แล้วโดนตำรวจจับด้วย แต่เราไม่ได้จ่ายค่าปรับ อิอิอิ
-  ตั้งแต่เลิกไว้ผมยาว ก็ตัดผมไปแล้ว 4 ครั้ง (เยอะนะ = =")
- หอใหม่สั่งข้าวมากินได้ด้วย ไม่ต้องออกไปซื้อ สบาย (เป็นง่อยเลยทีเดียว)
- ปี 4 เรียนอยู่แต่ที่คณะ แค่วันพุธวันเดียวที่ออกไป SC
- ตอนนี้กลับมาขยันทำงาน(เว็บ) บ้างแล้ว เพราะเพิ่งจะสำนึก
- ชอบกินน้ำแอ๊ปเปิ้ล (...)
- ไม่มีหูฟังใช้
- (ข้อหลัง ๆ เริ่มไม่มีแก่นสาร)
- อีก 1-2 เดือนก็จะถอดเหล็กดัดฟันแล้ว (ใส่ไปตอนปี 1)
- ตอนนี้เป็นแผลร้อนใน โคตรเจ็บครับ =()=
- ตอนนี้กะลังฟังเพลงของ Pancake
- คืนนี้แมนยูแข่งนะ กะอาเซน่อน
- พรุ่งนี้มีเรียนทั้งวันเลย จารย์เกสร กะจารย์
- ควาย งานเข้า เลิกเขียนก่อนนะ 555

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ถ้าผมจะแต่งเรื่องขึ้นมาซักเรื่อง...

Tags

ผมและเพื่อน ๆ

ผมนั้นเป็นทหารเกณฑ์ธรรมดาคนหนึ่ง การฝึกก็เหี้ยมโหด เหมือนทหารเกณฑ์ทั่วไป แต่ก็ผ่านอะไรมามายพอสมควร ผมได้ใช้ปืน ได้ฝึกการรบ การต่อสู้ในรูปแบบต่าง ๆ บางครั้งผมก็ได้รับการฝึกในรูปแบบแปลก ๆ เช่นการถอนหญ้าในสนามกับเพื่อน ๆ (สาบานว่านี่มึงฝึกทหาร) รึว่าจะเป็นการเล่นเกมส์ ใครแพ้กระโดดน้ำ (น่าสนุกจริง ๆ)

แน่นอนชีวิตเรา ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหนของสังคม ก็จะมีคนที่ไม่ชอบหน้า มีคนที่เกลียด ทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จัก ผมนั้นเป็นคนที่สนใจการเมืองการปกครองมาตั้งแต่เด็ก ไม่รู้ว่าใครปลูกฝังมาให้ รู้แต่ว่าตอนม.3 ม.4 ผมก็เริ่มด่าแม้ว เอ๊ย!! ด่ารัฐบาลแล้ว และผมจะมีความคิดต่อต้านพวกที่โกงกิน นักการเมืองที่ใช้อำนาจในทางไม่ชอบ กลุ่มทุนที่ใช้อำนาจเงินเพื่ออำนาจทางการเมือง เพราะฉะนั้น คนที่ผมไม่ชอบ คือนักการเมือง และนักธุรกิจที่ขี้โกง

เราต้องยอมรับว่าสังคมที่เราอยู่นั้น มีคนอยู่ทุกรูปแบบ มีทั้งคนดี คนไม่ดี และผมก็ต้องเจอกับคน(ที่ผมคิดว่าเขาเป็นคน)ไม่ดี คือมีนิสัยอวดใหญ่อวดโต เส้นใหญ่ ไม่เกรงใจใคร ผมเจอคนจำพวกนี้ทั้งที่ที่ผมเรียน และตอนผมเป็นทหาร ผมก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่คบค้ากับคนพวกนี้ แต่หลีกเลี่ยงยังไง ก็ต้องมีวันที่ต้องกระทบกระทั่งกัน เรื่องจึงเกิดขึ้น...

ตอนนั้นเป็นช่วงไหนไม่รู้ในระหว่างการฝึกทหาร ผมก็เดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้า ที่มีร้านอาหารฟาสฟู้ด ร้านโมเดิร์นเทรดมากมาย (อย่าสงสัยว่าทำไมค่ายทหารมีร้านพวกนี้ด้วย เพราะกูก็สงสัยจ้ะ) และผมก็เจอจัง ๆ พอดีกับไอ้สองคนที่ผมไม่ชอบมาก คนหนึ่งเป็นนักธุรกิจใหญ่ที่ขี้โกง อีกคนเป็นเพื่อนกันนี่แหล่ะ แต่รู้จักกับไอ่นักธุรกิจคนนั้น ทั้งสองคนเป็นคนที่ร่างใหญ่ โดยเฉพาะนักธุรกิจคนนั้น ตัวใหญ่มาก (ให้นึกภาพ เกริก ชิลเลอร์ แบบนั้นเลย) ผมกับเพื่อนบังเอิ๊ญญ เดินไปร้านเดียวกับพวกนั้น และเป็นตัวผมเองนี่แหล่ะที่เดินไปชนนักธุรกิจคนนั้น เค้าคนนั้นดูจะเหยียดหยามผม บอกให้ผมขอโทษ ผมก็ไม่กลัว ไม่สะท้าน เพราะคิดว่าผมก็ไม่ได้ผิดอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็เป็นอุบัติเหตุ ถ้ามีเรื่องชกต่อยก็คงน่าจะลองดูนะ เพราะผมเองก็แข็งแรง(แต่งเอา) เพราะฝึกทหารมานาน แม้นักธุรกิจคนนั้นจะร่างใหญ่มาก

แล้วก็เกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ นักธุรกิจคนนั้นไม่ยอม ผมก็ไม่ยอม เพื่อนผมก็พยายามห้าม ผมกำลังทำเวลาพักผ่อนของเพื่อนกร่อย ผมคิด แต่ความโมโหมันเกิดขึ้นแล้ว ทั้งความเกลียดที่เป็นทุนเดิม และมาเจอนิสัยอวดใหญ่อวดโตแบบนี้อีก ผมจึงชกเขาเข้า แต่มันตัวใหญ่มาก ไม่เป็นไรเลย เรื่องราวลุกลามไปมากแล้ว ตอนนี้มีการไล่ต่อยตีกัน ผมคิดว่านักธุรกิจคนนั้นต้องมีปืนแน่ เมื่อชักต่อยกันพัลวัลไปเรื่อย ๆ จนไปถึงตึกร้างแห่งหนึ่ง (ให้นึกถึงภาพตึกร้างเวลาทหารอเมริกันในหนังสงครามพาเพื่อนที่บาดเจ็บเข้าไปรักษาตัวน่ะ ร้าง ๆ เก่า ๆ หน่อย) นักธุรกิจคนนั้นไม่รู้ว่ามีปืนรึเปล่า แต่คนที่มีแน่นอนนั่นคือผม เพราะผมเป็นทหาร แม้จะเป็นปืนที่เรียกได้ว่าด้อยคุณภาพ(กาก)ที่สุดในกองทัพ แต่ยังไงก็ยิงคนตายได้อยู่ดี

ผมทำสิ่งที่ไม่ควรจะทำ ผมใช้ปืนยิงนักธุรกิจคนนั้น ซึ่งเป็นนายทุนใหญ่ของรัฐบาลและกองทัพ (เค้าปรองดองกันตั้งแต่เมื่อไหร่ อิอิ) เค้าตายแน่นอน ตอนนี้ผมทำสิ่งที่เป็นขั้นกว่าของคำว่า "ทำให้เพื่อนเดือดร้อน" คือ การ "นำความชิบหายมาให้" ใช่แล้วล่ะ ! เมื่อผมยิงเสร็จ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลมา ทั้งทหาร กองทัพติดอาวุธต่าง ๆ ก็ออกมาตามล่าพวกผมและเพื่อน ผมกับเพื่อนมีแค่พิซซ่า 2-3 กล่อง และปืนคนละกระบอก (อีกครั้ง ให้นึกภาพปืนที่ยิงตอนเรียนรด.อ่ะ ใครยิงไม่เข้าเป้าโดนโดดกบ) ติดอยู่ในตึกร้าง ผมคิดยอมมอบตัว ผมยกมืออย่างผู้แพ้ เรื่องก็คล้ายว่าจะจบ...

มันคงจะจบ ถ้าเพื่อนของผมคนหนึ่งมันไม่พูดว่า .."เราต้องสู้ต่อนะเว่ย !!" เออ ผมนึกในใจว่า ไอเชี่ย โคตรหล่อเลย เอาก็เอาวะ และตอนนั้น ถึงเราไม่คิดสู้ ก็คงไม่ทันแล้วทหารของรัฐบาลออกมาเต็มไปหมด พวกเราต้องสู้ตาย ตอนนี้ เราถูกรัฐบาลตามล่าแล้ว

พวกทหารรัฐบาล ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะมีเพื่อนของพวกเราที่เคยฝึกด้วยกันมาบ้างรึเปล่า แต่เราก็ต้องยิงกัน เรายิงทหาตายไปหลายคน ผมคิดว่าไม่รู้เราจะต่อต้านพวกนี้ได้อีกนานแค่ไหน อาหารเราก็มีแต่พิซซ่า 2-3 กล่อง ตอนนี้เหลือกล่องกว่า ๆ แล้วมั้ง เราใช้วิธีการทหารที่เรียนมาทุกรูปแบบ การพราง การเฝ้ายาม และการยิง ใช่แล้วล่ะ เรายิงทหารรัฐบาลตายไปจำนวนมาก กองทัพทำอะไรเราไม่ค่อยได้นัก

รัฐบาลไม่หยุดแค่นั้น เพราะต้องเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ มีสิ่งเหลือเชื่อเกิดขึ้นเมื่อมีเฮลิคอปเตอร์ ปล่อยคนคนหนึ่งโรยตัวลงมา เรามองเห็นในระยะไกลเพราะใช้กล้องส่องทางไกล(ไปเอามาจากไหนนักหนา) คนคนนั้นทำให้เราตะลึง เค้าใส่ชุดสูทสีดำ และใช้ชุดเหล็กทับ เค้าคือรัฐมนตรี!! แต่นั่งกระทรวงอะไรผมนึกไม่ออก แต่เค้าใส่ชุดเหมือนหุนยนต์ในเรื่องคนเหล็ก เรามาเพื่อฆ่าเราด้วยตัวเอง !!

ชุดที่รัฐมนตรีคนนั้นใส่ ประมาณนี้ แต่พองกว่านี้ (สงสัยรมต.คนนั้นจะแดกเยอะ)

รมต.มีปืนกลกระบอกใหญ่ยาว ยิงมั่ว ๆ ก็น่าจะโดนพวกเราตายได้แล้ว เราจึงต้องหาทางกำจัดเขา เราพยายามมองหาจุดอ่อน และก็เจอ รมต.คนนั้นชอบเปิดหน้ากากออกมาบ่อย ๆ เพราะว่าร้อน และเปิดออกมาเพื่อพูดอะไรก็ไม่รู้ด้วย เราจึงพยายามเล็งที่หน้าของเขา เพื่อเด็ดชีพ ...

ความจริงตอนรมต.คนนี้โดดร่มลงมา ผมก็เกิดภาพเหมือนเดจาวู ว่า ผมจะต้องเล็งที่หัวของรมต.คนนี้ และยิงเขา เขาตาย ... และผมก็ทำอย่างนั้นจริง ๆ

การต่อสู้ของพวกเราดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ รัฐบาลส่งคนมาจัดการกับพวกเราในรูปแบบต่าง ๆ ครั้งล่าสุด เป็นบอลลูน เหมือนในการ์ตูนอนิเมชั่นเรื่อง Up (ปู่ซ่าบ้าพลัง) คงมีทหารอยู่ในกระเช้า ผมกับเพื่อนถึงเถียงกันว่า จะยิงกระเช้า รึว่ายิงลูกโป่งดี ผมเองคิดว่า ยิงลูกโป่งดีกว่า เพื่อนก็บอกว่า เหี้ย เปลืองกระสุน ลูกโป่งมันเยอะนะ กว่าจะยิงหมด กระสุนเราก็หมดกันพอดี ยิ่งมีน้อยอยู่ แต่ผมคิดว่า ลูกปืนเป็นเหมือนระเบิด ที่ยิงไปแล้วจะมีประกายไฟรอบ ๆ ทำให้ลูกโป่งลูกอื่นแตกไปด้วย และในที่สุดเราก็เลือกวิธียิงที่ลูกโป่ง สำเร็จ !! บอลลูนนั้นตกลงข้าง ๆ ภูเขา ลงในแม่น้ำ และหลังจากนั้น

ผมก็สะดุ้งตื่น

เมดรื้อผ้าปูที่นอนออก ผมถามว่า มึงจะย้ายออกเหรอ (ผมล้อเล่น) แล้วผมก็เล่าให้มันฟังว่า ฝันร้าย

"เรากำลังถูกรัฐบาลตามล่า !!"

เชี่ยเอ๊ย ไร้สาระชิบ 555 ไปล่ะ อาบน้ำกินข้าว

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ไหนลองแบ่งประเทศในเอเชียออกเป็น 3 กลุ่ม

ขอแหวกแนวการเขียน blog ส่วนตัวนิดนึง เนื่องจากไม่รู้จะไปเขียนที่ไหนแล้ว 555 ได้แนวคิดมาจากหนังสือ รวยหุ้นอย่างพอเพียง ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวราร

กลุ่มแรก 
เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน

กลุ่มสอง 
ไทย ฟิลิปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย

กลุ่มสาม
จีน เวียดนาม อินเดีย

พอสังเกตออกมั้ยครับ ว่าแบ่งออกตามอะไร ??

ไม่น่าจะยากนะครับ เพราะดูมันชัดเจน
กลุ่มแรก คือกลุ่มที่เจริญ พัฒนาแล้ว และก็ดูค่อนข้างยั่งยืน เรียกได้ว่าออกบินไปแล้ว กลุ่มนี้ดูแล้วประชากรมีคุณภาพ มีความเป็นชาตินิยมสูง ระบบการปกครองที่รัดกุม มีคุณภาพ คนในชาติมีจิตสำนึกสูง

กลุ่มที่สอง ฮั่นแน่ มีบ้านเราอยู่ด้วย ประเทศที่กำลังพัฒนา (มานานแล้ว) และกำลัง(จะ)ก้าวไปสู่ประเทศพัฒนา แต่มันไปไม่ออกซักที ไม่รู้ติดอะไร :D

กลุ่มที่สาม กลุ่มประเทศนี้มาแรง แซงทั้งทางตรงและทางโค้ง ทั้งประเทศมีพื้นฐานดี (อาจจะคนเยอะ,ระบบการปกครองที่ลื่นไหล ไปได้เร็ว เพราะไม่ต้องรอใครเห็นด้วย สั่งเลย !!) แต่ต้องดูกันยาว ๆ ครับกลุ่มนี้ เพราะไม่รู้จะโตแบบกลวง ๆ ไปแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน การโตด้วยการเป็นฐานผลิตสินค้าของมหาอำนาจอื่น ๆ ประเทศไทยก็เคยเป็นมาแล้ว แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ พาเข้ามาแต่โรงงาน สร้างแต่มลภาวะ ไม่ได้นำพาเทคโนโลยีเข้ามาด้วยอย่างที่เข้าใจกัน อีกทั้งความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวยที่มากเกินไป (ตั้งแต่ไม่มีจะกิน จนถึงมหาเศรษฐีล้านๆๆ)

 

ไม่รู้ผมเขียนด้วย bias รึเปล่า แต่ว่าผมมองด้วยตาตัวเอง ผมคิดว่าประเทศกลุ่มที่สอง นี่โคตรน่าอยู่เลยครับ !! เพราะมีบ้านตัวเองอยู่ในนั้นด้วยมั้ง เศรษฐกิจในประเทศกลุ่มนี้จะยังขยายได้อีกเยอะ และขยายไปตามจริง ไม่ใช่ฟองสบู่ อยู่ง่ายด้วยระบบการปกครองที่มีอิสระ ค่าครองชีพพอดี ๆ เอียงไปทางถูกด้วย การงาน การเงิน ไม่ได้หายากอะไรมากมาย

สรุปว่า กลุ่มสอง สวดยวดครับ :D

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หนังสือที่ผมอ่านตอนเรียนปี 1

หนังสือที่ผมอ่านตอนปี 1 ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผมเลยก็คือ

1. เดินสู่อิสระภาพ เขียนโดย อ.ดร.ประมวล เพ็งจันทร์
ตอนนั้นเป็นหนังสือประกอบการเรียนวิชาภาษาไทย ที่นักศึกษาทุกคนที่เข้าเรียนปี 1 ต้องอ่าน เป็นการบังคับ แต่ผมก็ชอบมาก
อ่านจบก่อนสอบมิดเทอม (เพราะออกข้อสอบมิดเทอม)

ผมเป็นคนสุดโต่ง

ไม่ได้เขียนมานาน มาเขียนวันนี้เพื่อระบายความรู้สึก ความเป็นตัวเอง

ผมรู้สึกว่าผมเป็นคน "สุดโต่ง" รู้สึกมานานแล้วว่าเป็นคนแบบนี้ แต่มองเห็นแต่ข้อดีของมัน

โดยคิดว่า คนที่มีความคิดสุดโต่ง จะสามารถทำอะไรให้ประสบความสำเร็จได้ เพราะถ้าตั้งใจทำอะไร มีความคิดอะไร

ก็จะคิด คิดไม่เลิก ไม่หยุด ไม่ยอมแพ้ อะไรประมาณนี้

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ปีศาจสุรา 29.06.54 วันวุ่น ๆ ของผม

ช่วงนี้มีปัญหานิดหน่อย และก็ไม่ได้เขียน blog มานานมากแล้ว

เมื่อเช้าตื่นเช้า แล้วก็ปวดหัวอีกแล้ว เป็นเพราะเปิดแอร์เย็นรึเปล่าก็ไม่รู้ ตื่นขึ้นมาก็อ่านนู่นอ่านนี่ ตามปกติ เหมือนทุกวัน โทร.หาแม่ อาบน้ำแต่งตัว ออกไปกินข้าว ออกไปเรียน วันนี้เรียนบ่าย เลยเอ้อระเหยได้มากกว่าปกติ(มากๆ) วันนี้จริง ๆ ขี้เกียจ คิดอยากโดดเรียนด้วย อิอิ แต่ก็ไม่โดด

ไปถึงห้องเรียนสาย ทำควิซ นั่งเรียน ๆ ๆๆ เรียนเสร็จ ไปซื้อชีทกับหนังสือที่อาจารย์ให้อ่านประกอบวิชาจิตวิทยา แล้วก็กลับหอ

อ่าว เห็นมั้ย เขียนไม่ค่อยออกเลย ไม่ได้เขียนนานแล้ว อิอิอิ แต่ยังไม่อยากเขียนจบเลยอ่ะ

...อ่อว์ คืนนี้ผมนอนไม่หลับ ตอนนี้เวลา 2:35

อย่างที่บอกข้างบนนู่น ผมมีปัญหานิดหน่อย และมารู้สึกว่า เหมือนตอนปี 1 เลย ที่นอนไม่หลับ เพราะมีเรื่องให้คิด เพราะมีเรื่องที่ผิดหวัง ทำให้ยิ่งฟุ้งซ่าน แต่ตอนปี 2-3 นั้นสุขภาพทางจิตใจของผมดีมากๆๆๆๆๆๆๆ แทบบ้า 555 แต่ก็ดีจริงๆ ... เนี่ยแหล่ะ ประสบการณ์มันดีอย่างนี้เอง ถ้าเราเคยเจอ เราก็จะหาทางแก้ได้

ผมเคยเจอปัญหา แล้วมองโลกในแง่ร้ายมาก จนมาศึกษาเรื่องต่าง ๆ (ชอบอย่างหนังสือ พวกจิตวิทยา แรงบันดาลใจ) ทำให้มองโลกในแง่ดีขึ้น และมองโลกในแง่ดีมาก ๆ  ๆๆๆ มันก็ดีนะ แต่ซักพักก็เปลี่ยนมามองโลกตามความเป็นจริง อันนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับตอนแรก ... มาถึงตอนนี้ ผมมองเห็นประโยชน์ของการมองโลกในแง่ดี (อีกครั้ง) แล้ว อิอิ

เหมือนแกล้งกันรึเปล่า หนังสือเล่มที่เคยชอบอ่านมาก ๆ คนอื่นเอาไปหมดแล้ว -()- ใจร้ายมาก อิอิ ไม่เป็นไร จริง ๆ ก็จำได้หมดนั่นแหล่ะ ว่าเนื้อหามีอะไรบ้าง แค่ทำตามก็พอ ฮี่ๆๆ

นายปีศาจสุรา ยิ้มหน่อยครับ ^________________^

 

แก้ไข เพิ่มเติม

เรื่องดี ๆ ของวันนี้
- ซื้อสมุดกับปากกามาแล้ว
- ได้เงินมาแล้ว
- รายได้เยอะกว่าที่ผ่านมา
- ตลาดหุ้นขึ้น
- ไปเรียนทันเวลา
- กินข้าวเที่ยง
- ตื่นเช้า
- มีหนังสือให้อ่านเยอะ
- แผลร้อนในจะหายแล้ว อีกนิดเดียว อีกนิดเดียว
- เนตไม่มีปัญหา ใช้ได้ OK
- ได้หนังสือเพิ่มมาอีกเล่ม จากวิชาเรียนจิตวิทยา
- อากาศไม่ร้อนมาก กะลังดีเลยจ้า
- โชคดีที่ซื้อของกินมาตุนไว้เยอะ เพราะตอนเย็นฝนตก อิอิ
- ได้อ่านหนังสือ
- นึกออกว่ามีการบ้าน (เกือบลืมแน่ะ)

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ยี่สิบแปด มิถุนายน สองพันห้าร้อยห้าสิบสี่

Tags
เป้าหมายในชีวิต ไม่ได้ต้องการให้ใครยอมรับความสำเร็จของผม แต่ต้องการให้ "ไม่มีใครกล้าปฎิเสธความสำเร็จของผม"

28/06/2554 0:35 น"

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เขียน blog ดีกว่าจ้า

โหล ๆ เทส ทดสอบ ๆ คีย์บอร์ด แขว่กๆ หลังจากไม่ได้เขียน blog มาเกือบเดือน โอ้ว เกินเดือนแล้วล่ะ วันนี้ก็เปิดเทอมแล้ว มีการบ้านด้วย ผมเลยอู้ทำการบ้านมาเขียน blog อิอิอิ

เป็นยังไงบ้าง อากาศร้อนดีเนอะ (จะพิมพ์พร่ำเพรื่อเหลวไหลไปทำไม เอิ๊กกก)

มาฟังเรื่องชีวิตของผมดีกว่า

วันนี้ตื่นตอน 7 โมงเช้าเช่นเคย แต่ว่าง่วงมาก เพราะเมื่อคืนนอนดึก วันนี้จะโดดก็ไม่ได้ อาทิตย์ก่อน ที่เป็นอาทิตย์แรก ก็โดดไปแล้ว อิอิ เลยต้องไปเรียน

โอว ผมต้องเว้นบรรทัดใหม่ เพราะเมื่อกี้ผมเดินไปเปิดเครื่องปรับอากาศมา เพราะร้อนมาก สาด แม่งจะร้อนไปไหน

ต่อ ๆ ผมขี้เกียจกินข้าววันนี้ ข้าวเช้าอ่ะนะ เลยไปซื้อโออิชิมิกซ์เบอรี่กิน (เมื่อวานก็กินไป) ขวดล่ะ 16 บาทที่เซเว่นอีเลเว่น ปรากฎว่า ตังค์เหลืออยู่ 20 บาทพอดี ฮ่าๆๆ ซื้อเสร็จออกมาหน้า 7-11 เจอน้องหมา ป่วย นอนอยู่ ผมเลยถ่ายรูปมา แท่นแท๊นนนน น้องหมา ป่วย



น้องหมาป่วย เย็บแผลที่ท้องด้วย ดูน่าสงสารมาก แต่เราก็ไม่ได้อะไรมาก ถ่ายรูปเฉย ๆ แล้วปล่อยมันนอนไป มีปลอกคอด้วย น่าจะมีเจ้าของ (รึเปล่า)

ซื้อโออิชิเสร็จ ไปกดเงิน นั่งอยู่โรงอาหารกะเพื่อนแป๊บบบนึง แล้วก็ขึ้นไปเรียน วิชาแรกวิชาในตำนาน ง่วงสราด แทบจะหลับ ฮ่าๆๆ เรียนไปๆ พอ 11 โมง อาจารย์บอกให้พัก 10 นาที ไปกินข้าว แล้วก็กลับมาเรียนต่อ ทำงานกลุ่ม ทำๆๆไป พอเที่ยงก็พัก ก็ลงไปหาอะไรกินอีก ขึ้นมาห้องเดิม เรียนอีกวิชานึง วิชาอาจารย์คนสวย อิอิ แอ๊ดไว้เซ่อร์ผมเอง (มีลูกแล้วนะ) ก็เรียนๆ ไป เราออกไปนำเสนองานหน้าห้องด้วย คนเดียว = =* เรียนเสร็จก็ไปเดินตลาดนัด ไม่ได้เดินมานานมากกกกกกกกกก ซื้อของกินมาเยอะแยะ กินอิ่มมาก เนี่ย ตอนนี้ก็ยังอิ่มอยู่เลย

เออ วันนี้มีการบ้านนะ แต่ว่า ก็ยังไม่ได้ทำ เอิ่กๆ มัวแต่ขี้เกียจ ทำนู่นทำนี่

บล๊อกนี้ไม่มีสาระอะไร แค่อยากบ่นเฉย ๆ สำหรับวันนี้พอแค่นี้ สวัสดีจ้าาา



เออ พอเขียนบล๊อกแล้วต้องบอกตัวเองว่า "ยิ้มหน่อยจ้าาา" ทุกทีเลย ^_______^

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทดลองจดบันทึกอารมณ์ตัวเอง 001

วันนี้ตื่นเที่ยงกว่า
- ตื่นมารู้สึกปวดหลัง แต่ไม่เป็นไร อาการเดิม ๆ เคยเป็นมาแล้ว นาน ๆ ครั้ง
- ง่วง เพราะไม่คืนหลับไม่สนิท
- ไปกินข้าวเที่ยง อารมณ์เสีย เพราะกับข้าวไม่อร่อย แข็ง
- ไปดูหนัง ค่าตั๋วแพง รู้สึกเสียดายเงินนิดหน่อย
- ขึ้นแท๊กซี่ แท๊กซี่ขับไม่ดีเลย พูดจาไม่สุภาพ ทำเราอารมณ์ไม่ดี
- ดูหนัง โฆษณาเยอะมาก รู้สึกอารมณ์ไม่ดีเอามาก ๆ
- หนังสนุกดี เพลิน บางตอนก็ขำ แต่ก็ดำเนินเรื่องไปเรื่อย ๆ
- ไปกินอาหารเย็น อร่อยดีนะ แต่แอร์เย็นมาก กินไปก็ไม่ happy เหลือเยอะมาก
- อ่านเว็บบอร์ด นู่นนี่ บทความ มีหลายกระแส บางทีก็คิดว่าพวกนี้อาจทำให้เราสับสนก็ได้ เราต้องดึงตัวเองออกมาจากอารมณ์ของข้อเขียนเหล่านั้น ไม่งั้นอาจถูกชักจูงออกนอกทางที่เราต้องการจะไปก็ได้

 

เห็นบทความใน thaivi.org บอกว่ามีหนังสือของท่านพุทธทาส ที่เขียนบันทึกอารมณ์ของตัวท่านเองไว้ เราเลยลองเขียนบ้าง

วันนี้เป็นวันที่อารมณ์ไม่ค่อยดีเลย ไม่ค่อยยิ้มด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะเราลืมมองหาสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ในตัว รอบตัว และก็ทั่ว ๆ ไป

เพิ่งรู้สึกว่าควรจะต้องยิ้มบ้างก็ตอนเขียนโพสนี้ใกล้เสร็จนี่แหล่ะ

ยิ้มหน่อยครับ ^_______^

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คำคมของ Warren Buffett


Derivatives are financial weapons of mass destruction.
ตราสารอนุพันธ์(วอแรนท์ ออบชัน ฟิวเจอร์) คืออาวุธทางการเงินที่ทำความเสียหายได้มากมาย

I always knew I was going to be rich. I don't think I ever doubted it for a minute.
ผมรู้มาตลอดว่าผมจะรวย ผมไม่เคยสงสัยในคความเชื่อมั่นนี้แม้แต่นาทีเดียว

I buy expensive suits. They just look cheap on me.
ผมก็ซื้อสูทราคาแพงนะ แต่พอผมใส่แล้วมันเลยดูราคาถูกเองน่ะ

I don't look to jump over 7-foot bars: I look around for 1-foot bars that I can step over.
ผมไม่คิดจะกระโดดข้ามบาร์กระโดดที่สูงสองเมตรหรอกนะ ผมจะมองหาอันที่มันสูง30เซน แล้วค่อยข้ามอันนั้นแทน

I never attempt to make money on the stock market. I buy on the assumption that they could close the market the next day and not reopen it for five years.
ผมไม่เคยพยายามที่จะทำเงินจากตลาดหุ้น ทุกครั้งที่ซื้อผมจะคิดว่าวันพรุ่งนี้ตลาดจะปิดไปอีกห้าปี

If a business does well, the stock eventually follows.
ถ้าธุรกิจไปได้ดี หุ้นก็จะไปได้สวย

If past history was all there was to the game, the richest people would be librarians.
ถ้าทุกอย่างมันเป็นไปตามอดีตที่เคยเกิดขึ้นแล้วล่ะก็ คนที่รวยที่สุดก็ควรจะเป็นบรรณารักษ์ในห้องสมุดแล้วล่ะ

It's far better to buy a wonderful company at a fair price than a fair company at a wonderful price.
จะดีกว่าถ้าเราซื้อบริษัทมหัศจรรย์ในราคาที่ยุติธรรม ดีกว่าซื้อบริษัททั่วๆไปในราคามหัศจรรย์

Only when the tide goes out do you discover who's been swimming naked.
ตอนที่คลื่นลมสงบแล้วเท่านั้นแหละ ที่จะรู้ว่าใครแก้ผ้าอยู่ใต้น้ำ

Price is what you pay. Value is what you get.
ราคาคือสิ่งที่คุณจ่าย คุณค่าคือสิ่งที่คุณได้รับ

Risk comes from not knowing what you're doing.
ความเสี่ยง คือการที่คุณไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

Rule No.1: Never lose money. Rule No.2: Never forget rule No.1.
กฏข้อแรก คือ อย่าขาดทุน กฏข้อสอง คือ อย่าลืมกฏข้อแรก

Someone's sitting in the shade today because someone planted a tree a long time ago.
เมื่อเรานั่งอยู่ใต้ร่มไม้ ก็เพราะใครสักคนได้ปลูกต้นไม้ไว้เมื่อนานมาแล้ว

The investor of today does not profit from yesterday's growth.
นักลงทุนในวันนี้ ไม่ได้ทำกำไรจากการเติบโตของเมื่อวาน

The only time to buy these is on a day with no "y" in it.
วันที่เหมาะสำหรับการซื้อ คือ...วันที่ไม่มีตัว ว เลย

ที่มา: http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I10576442/I10576442.html

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คำคมจากท่านอาจารย์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์



หลายวันที่ผ่านมาผมนึกถึงคำคมที่ใต้รูปปั้นอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (หน้าตึก SC ธรรมศาสตร์) พยายาม Search หาใน internet แต่ไม่เจอ (internet ไม่ได้มีทุกอย่างที่เราต้องการ อย่าเข้าใจผิด) ผมกลับจากเรียน เลยถ่ายมาซะเลย เอามาแปะไว้ในนี้ เนื้อหาก็ตามด้านบนเลยครับ

นักร้อง กับ นักเขียน อะไรดีกว่ากัน ???

ความคิดนี้คิดออกเมื่อซักครู่นี้เอง ตอนอาบน้ำ และเปิดเพลงในมือถือฟังไปด้วย

จริง ๆ ช่วงนี้ใกล้สอบ ตอนนี้ผมควรจะนั่งอ่านหนังสือ ทำโจทย์อยู่มากกว่า แต่ไม่เป็นไร คิดอะไรออก เขียนไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวลืม



เป็นนักร้อง หรือ นักเขียน ดีกว่า ??

ตอบในแง่ที่อาชีพไหน ดีกับชีวิต(จริง ๆ) มากกว่ากัน ขอตอบว่านักเขียนแน่นอน เป็นนักร้อง ถึงดังขนาดไหน รับรองไม่ถึงครึ่งปี ก็หาย แถมออกเพลงมา มีแต่คนเข้าไปดาวโหลดในอินเตอร์เนต ฟังในเว็บ บางคนชอบให้ตาย คลั่งไคล้ซักแค่ไหน ก็ไม่ยอมซื้อของแท้ซักชิ้นเดียว เพลงที่ออกมาให้เราได้ฟังกัน ไม่ใช่มีแค่คนร้องเพลง คนเล่นดนตรี แล้วก็ออกมาได้เลย มันมีอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง ผลประโยชน์ของค่ายเพลง การโปรโมต ขั้นตอนการผลิต ใครทำผลงานไม่ดีก็ไม่ได้ไปต่อ ค่ายเพลงเซ็นสัญญาเป็นปี มั่นคงน้อยยิ่งกว่าทำงานบริษัทอีก ถ้าปีนี้ทำผลงานไม่ดี ปีหน้าเค้าก็ไม่จ้างต่อ ถ้าเป็นวงดนตรียิ่งแล้วใหญ่ ไป ๆ มา ๆ ก็เหลือแต่นักร้องอย่างเดียว เพราะนักดนตรีค่ายเพลงไม่ได้ต้องการ เค้ามีอยู่แล้ว, ดนตรีใคร ๆ ก็เล่นได้ แต่การสร้างลักษณะเฉพาะ, ภาพลักษณ์ส่วนบุคคล (Character) ทำได้เฉพาะนักร้องเท่านั้น พูดง่าย ๆ คือ เฉพาะนักร้องเท่านั้นที่เป็นจุดขาย ตัวอย่างวงที่นักดนตรีหายไป เหลือแต่นักร้องเช่น ดา เอ็นโดรฟิน บอย พีชเมคเกอร์ สแตมป์ เซเว่นซีน (จำชื่อภาษาอังกฤษไม่ได้) และอีก ฯลฯ ไปนึกกันเอาเอง ถึงนักร้องเองก็ตาม มาเร็วได้ ก็ไปเร็วได้ จะอยู่ให้ค้างฟ้าอยู่เบิร์ด ธงไชย บี้ the star นั้นยากกว่า (จะเห็นว่ามีน้อย นึกไม่ค่อยออก) ฉะนั้น การเป็นนักร้องก็เหมือนคนทำงานแลกเงินทั่วไป เมื่อกระแสหาย ก็ไม่มีคนจ้างไปเล่น เพลงก็ขายไม่ได้อีก (ไหนจะปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่) เมื่อไม่ดัง ก็เหมือนโดนไล่ออกจากงาน



นักเขียนดียังไง ??

นักอ่าน หรือคนที่เคยอ่านหนังสือบ้าง น่าจะรู้จักชื่อ เจ เค โรลลิ่ง, รอนด้า เบิร์น โรเบิร์ต คิโยซากิ นั่นเป็นนักเขียนระดับโลก ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือดังระดับโลก ที่เขียนแค่ครั้งเดียว แล้วสามารถเลี้ยงชีพได้ไปตลอด (ควรพูดว่า สร้างความมั่งคั่งให้ จะดีกว่า) เพราะแม้เวลาผ่านไป 5 ปี 10 ปี หรือกี่ปี หนังสือก็ยังคงขายได้ดี ส่วนหนังสือไทยที่เป็นที่รู้จัก เช่นหลาย ๆ เล่มของทันตแพทย์สม สุจีรา ผมติดตามหนังสือของท่านเกือบทุกเล่ม หลาย ๆ เล่มมียอดพิมพ์ 40-50 ครั้ง และยังขายได้ต่อเนื่องเรื่อย ๆ  นั่นคือรายได้จากสิ่งที่เรียกว่า "ลิขสิทธิ์" ซึ่งในบ้านเราไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือ (มีน้อยมาก ในรูปแบบ e-book) แต่ต่างประเทศที่มี e-book ก็มีการละเมิดลิขสิทธิ์บ้าง โดยการสแกนเป็น PDF แล้วเอามาแจกกัน (หนังสือดัง ๆ ระดับโลกหาได้ง่าย) นอกจากนี้นักเขียนที่เขียนคอลัมป์ เขียนเรื่องสั้นต่าง ๆ ลงนิตยสาร หนังสือพิมพ์ พอถึงเวลาที่เหมาะสม ก็ยังเอามารวมเล่มเป็นพ๊อคเก็ตบุคขายได้อีกด้วย

แต่เขียนหนังสือ ไม่ใช่เขียนงู ๆ ปลา ๆ มา เอามาขาย ก็ใช่จะขายได้ ต้องมีความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์ กลั่นกรองมาอย่างดี และที่สำคัญคือ นำเสนออย่างน่าสนใจ ตัวผมเองก็อยากเขียนหนังสือ ออกพ๊อคเก็ตบุคกับเขาบ้างเหมือนกัน แต่ยังไม่มีความรู้ด้านไหนที่จะกลั่นกรองออกมาเป็นองค์ความรู้ใหม่ เอาไปนำเสนอคนอื่นได้ (รู้หลายเรื่อง เรื่องล่ะนิด ๆ หน่อย ๆ) เราจะเห็นหนังสือที่ไม่ประสบความสำเร็จได้ตามแผงหนังสือลดราคา ลด 50% เล่มละ 50 บาท (หลาย ๆ คนน่าจะเคยเห็น) ซึ่งผมเคยไปเดิน ๆ ยืน ๆ อ่าน และก็เคยไปซื้อมาบ้าง ก็เข้าใจว่า .. ถูกแล้วที่ถูกวางขายในที่แบบนี้

พูดถึงหนังสือแล้วมีอีกหลายประเด็นที่อยากคุย อยากเล่า แต่มันเริ่มจะออกนอกเรื่องแล้ว ไว้โอกาสหน้าแล้วกัน

ประเด็นที่อยากพูดจริง ๆ คือ หนังสือมันละเมิดลิขสิทธิ์ได้อยากกว่าเพลง และถ้าของดีจริง มันก็ขายได้เรื่อย ๆ คนซื้อซื้อแบบไม่เสียดายเงิน (ไม่รู้ผมเป็นคนเดียวรึเปล่า อิอิ) เพราะความรู้ มันติดตัวเราไปได้ตลอด ไม่เหมือนทรัพย์สิน(หนี้สิน) อย่างอื่น ที่ซื้อมาแล้วมีแต่จะด้อยค่าลง

การประกอบอาชีพ เมื่อมองให้ดี ๆ แล้ว ทุกอาชีพล้วนต้องขาย สิ่งที่นักเขียนหนังสือขายคือ "ความรู้" ซึ่งเป็นสิ่งที่(อาจจะเป็น)คนกลุ่มต้องการอย่างหื่นกระหายที่จะได้มา (เช่นผมตอนนี้)

มีท่านหนึ่งโพสถามในเว็บบอร์ด เป็นบทสนทนาหนึ่ง ซึ่งผมชอบมาก เจ้าของกระทู้โพสถามว่า มีงบ 20,000 ลงทุนกับหุ้นยังไงดี มีคนโพสตอบกว่า เอาเงิน 16,000 ไปซื้อหนังสือมาอ่าน แล้วอีก 4,000 ไปซื้อเบียร์กิน หลังจากนั้นจะค่อย ๆ รู้เอง ว่าต้องทำยังไง 555 (แต่อ่านหนังสืออย่างเดียวมันก็ไม่พอล่ะน๊อออ)



เอาล่ะ คงจะจบ blog ไว้แค่นี้ ฝึมือการเขียนแบบเป็นเรื่องเป็นราวของผมอาจจะไม่ OK ซักเท่าไหร่ ออกนอกประเด็นไปบ้าง(ไกลเลย) ก็คงต้องปรับปรุงกันต่อไปครับ 555



ยิ้มหน่อย ^O^

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สูตรสำเร็จการลงทุนในหุ้น...



"การจะประสบความสำเร็จในการลงทุนไม่ใช่เรื่องใหญ่ถึงขนาดต้องผ่าตัด สมอง แท้ที่จริงแล้วใครๆก็สามารถประสบความสำเร็จในเรื่องการลงทุนได้ทั้งนั้น เคล็ดลับก็คือการไม่มีเคล็ดลับใดๆทั้งสิ้น หลักการง่ายๆเพียงข้อเดียวก็คือการซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าของ มัน และขายหุ้นเมื่อราคาหุ้นนั้นสูงกว่ามูลค่าของมัน นั่นแหละคือหนทางไปสู่ความสำเร็จในการลงทุน"

-- Geraldine Weiss --
เจ้าแม่เงินปันผลจากการเล่นหุ้น

ที่มา: thaidevidend.com

ระบายอารมณ์

Tags
- ทำอะไรที่ไม่มีแผน อย่าทำ
- ทำอะไรที่ไม่มีจุดหมาย อย่าทำ
- ไม่มีเงินก็มีเรื่องให้คิด มีเงินแล้วมีเรื่องให้คิดมากกว่า
- อย่าคิดแค่วันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ เดือนหน้า ปีหน้า แต่ให้คิดให้ยาวไปจนตาย
- กูล่ะปวดหัว

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วันเกิดปีที่ 22 ครับ ยิ้มหน่อย


ภาพประกอบจาก 7-11 ถ่ายเมื่อเช้าก่อนไปเรียน ^O^


ก่อนอื่น

บล็อกวันเกิดที่เขียนเมื่อ 2 ปีก่อน [วันนี้วันที่ 7,305 ...]

บล็อกวันเกิดที่เขียนเมื่อ 1 ปีก่อน [วันนี้วันเกิด]

เป็นธรรมเนียมประจำตัวคือจะอู้การเขียน blog ขนาดไหน แต่ในวันเกิดก็ต้องเขียน 1 อัน อิอิ

จริง ๆ ตอนนี้เพิ่งผ่านวันเกิดมาแค่ 1 ชั่วโมงเอง คือ ตี 1:10 นาที ถ้าพรุ่งนี้ (หมายถึงวันที่ 4) ขยัน หรือว่าง (น่าจะว่างนะ) ก็จะเขียนอีก แต่ตอนนี้ก็อยากเขียน

วันอังคารที่ 3 พ.ค. 54 (วันเกิดเรา 4 พ.ค. นะจ๊ะ)


วันนี้ตื่นแต่เช้ามืด ไปเรียน stat จะไม่ไปเรียนก็ไม่ได้ เหลือแค่ 2 วันสุดท้าย ก่อนหน้านี้ก็โดดมาเยอะ หลังสอบมิดเทอม เพิ่งมาเรียนครั้งนี้ครั้งแรกอ่ะ 555 ตื่นมาก็งัวเงีย ๆ ไป ๆ มา ๆ ก็เข็นตัวเองไปเรียนแบบไม่ยากนัก อิอิ อาบน้ำ แต่งตัว ไปซื้อกาแฟ ขนมที่ 7-11 ไปซื้อชีท โอ้ว ตอนเราไม่มาเรียน เค้าเรียนไปตั้ง 2 บทเหรอเนี่ย เอิ๊กก (แม่,พี่สาวรู้ กุต้องโดนกาทืบ 555) ก็เข้าไปนั่งเรียน ก็รู้เรื่องดีนะ เพราะนาน ๆ มาที ยังแซวเพื่อนของรุ่นพี่ที่เรียนห้องเดียวกันเลย เค้าบ่นว่า "วันนี้เรียนไม่รู้เรื่องเลยอ่ะ : ( " เราก็เลยบอกว่า "แสดงว่ามาเรียนบ่อยดิ่เนี่ย เนี่ย ต้องนาน ๆ มาครั้งถึงจะรู้เรื่องดี : D" 555

เรียนวันนี้อาจารย์ปล่อยเร็ว ก็ดีนะ เพราะเราง่วงไม่หวายละ เอสเพรสโซ่ปั่นที่ 7-11 กากมาก ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ซื้อข้าว แล้วก็กลับหอมานั่งดูทีวีออนไลน์ ช่อง Money Chanel ออนไลน์ เหอๆ เพลินดี นั่งดูได้ทั้งวัน จากนั้นส่วนมากก็เหลวไหล ดู youtube บ้าง ฟังเพลงบ้าง โหลดเพลงบ้าง อ่านหนังสือบ้าง ดูหุ้นบ้าง (มีเงินในบัญชีหุ้นแล้ว แต่ยังไม่ได้ซื้ออะไร มีเงินนิดเดียว อิอิ) เลยดูบริษัทนู่นนี่นั่น ไปเรื่อย ๆ แต่ส่วนมากจะไร้สาระ เล่น twitter เป็นส่วนใหญ่ 55 พอเริ่มมืดก็ออกไปแว๊นซ์ในมหาลัย ขับมอไซต์แบบอากาศเย็น ๆ (อยู่ห้องร้อนมาก) พกหนังสือไปด้วย ไปนั่งอ่านใต้คณะ ยุงกัดมาก คนไม่ค่อยมี แต่ที่อารมณ์เสียมากคือที่ตึกคณะมีแต่แมว ไม่มีหมาเลย (หายไปไหนหมด =0=) เอิกก อ่านได้แปปเดียวแหล่ะ ไปซื้อข้าว ซื้อหนม กลับห้องมากิน ดูทีวีนิ๊สนึง (ช่องเดิม กะลังเห่อ) กินข้าวเสร็จ ง่วงมาก อ่านหนังสือได้สองสามหน้า เดินไปเดินมา หลับ ฮ่าๆ แล้วก็มีคนโทร.มาปลุก Happy Birth Day แล้วก็ตื่นมาอาบน้ำนี่แหล่ะ แล้วก็ฟังเพลง เล่น twitter เพื่อนใน twitter มาอวยพรวันเกิดเยอะแยะเลย ขอบคุณมาก ๆ คร๊าบ ^^ แล้วก็มานั่งเขียน blog เนี่ยแหล่ะ

ความรู้สึก

รู้สึกอายุเยอะไปอีกปี แต่ก็ยังคิดว่าไม่เยอะเท่าไหร่นะ 22 ปี เห็นตัวเลขนี้ก็ยังรู้สึกดี ที่เราค้นพบตัวเองแล้ว รู้ว่าต้องเองต้องการอะไร เป้าหมายชีวิตคืออะไร แม้ไม่ง่ายที่จะไปถึง แต่อย่างน้อยก็ให้เราได้เห็นทาง(ที่อาจเลือนลาง) ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ  : ) อ่านหนังสือบางเล่ม หรือเรื่องราวของใครบางคน ที่ค้นพบตัวเอง ความต้องการของตัวเองช้ากว่าเรา เราเลยคิดว่าตัวเองมีโอกาสดี ๆ เยอะกว่าใครหลาย ๆ คน

เวลาที่ผ่านไปทุกวันนี้ก็มีทั้งสุข ทุกข์ ยิ้ม หัวเราะ สลับกันไป คงเป็นปกติของคน เวลาที่ผ่านไปทุกวันนี้ อยากทำทุกอย่างให้มีค่ามากที่สุด (แหม่ พูดเหมือนเป็นม้าเล็งระย้าสุดท้าย 55) อยากศึกษาเรื่องที่อยากรู้ อยากเก่ง อยากให้ความฝันเป็นจริงเร็ว ๆ แต่บางทีก็ยังไม่วายทำเรื่องไร้สาระ (มากๆ 55) ก็จะทำตัวให้ดีขึ้นล่ะกัน ฮี่ๆ

อยากเล่า

ตั้งแต่เดือนที่ผ่านมาอ่านหนังสือไปเยอะมาก (ไม่ใช่หนังสือเรียนหรอก 555) พ๊อคเก็ตบุ๊คทั่วไปนี่แหล่ะ เริ่มจากงานสัปดาห์หนังสือ ซื้อมาหลายเล่ม มีทั้งที่ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง แล้วก็ไปซื้อมาเพิ่ม ส่วนมากซื้อ se-ed ฟิวเจอร์ ถึงตอนนี้อ่านไป 15 เล่มได้แล้วมั้งใน 1 เดือน 555 เสียไปประมาณ 2,000 กว่าบาท ฮ่าๆ (กินแทนข้าวเลยมั้ย) หนังสือที่ซื้อมามีทั้งเพื่อความบันเทิง เพื่อความรู้ แนวความคิดทั้งที่สนใจและที่ไม่สนใจ จบ 2 เล่มที่เหลืออยู่ก็น่าจะเปลี่ยนไปอ่านหนังสือสอบ final ล่ะ แห่ะๆ

จบล่ะ พรุ่งนี้ถ้าว่างมาก น่าจะมีอะไรให้เขียนต่อ ^O^

ยิ้มหน่อยครับ ; )

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

การไม่ลงทุน คือความขาดทุนอย่างหนึ่ง


ไม่ลงทุน = ขาดทุน :P


บทความนี้ผมเขียนขณะนั่งรถตู้ไปซื้อหนังสือที่ฟิวเจอร์ฯ รังสิต ความคิดมันผุดขึ้นมาเมื่อตะกี้ ตอนขับมอไซต์อยู่

ทำไมไม่ลงทุน คือความขาดทุน ?
ผมค้นพบความจริงข้อหนึ่งคือ แค่เราเริ่มมีเงินเก็บไว้ เราก็เริ่มขาดทุนแล้ว !!

แล้ว อะไรทำให้เราขาดทุน ? ง่ายๆครับ คำนี้ ทุกคนเคยได้ยิน คุ้นเคยกับมันดี แต่หลายคนอาจไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของมัน คำคำนั้นคือ "เงินเฟ้อ" ครับ เงินเฟ้อในความหมายทั่วไปคือ ในระบบมีเงินเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม เช่น คนมีเงินเยอะขึ้น มีการใช้จ่ายมากขึ้น (ตรงข้ามกับเงินเฟ้อ คือ เงินฝืด เกิดจากคนไม่ค่อยจะใช้เงินกัน) แล้วทีนี้ ทำไมเราอยู่ดีๆถึงขาดทุนล่ะ ครับผม การที่เรามีเงินเก็บไว้ ไม่ว่าจะฝังโอ่งไว้ เก็บไว้ในตู้เซฟที่บ้าน หรือว่าฝากไว้ตามธนาคารพานิชย์ทั่วไป เงินของเราก็จะมีค่าน้อยลงเรื่อย ๆ อธิบายง่าย ๆ ได้ดังนี้ . . .

คำอธิบายนี้ผมใช้อธิบายกับแม่ของผมเอง เมื่อประมาณเดือนที่แล้ว ผมอธิบายว่า เงินเฟ้อ จะทำให้เงินของเราที่เก็บไว้ มีค่าน้อยลง ผมถามแม่ว่าตอนนี้หมูกิโลล่ะเท่าไหร่ และปีที่แล้วหมูกิโลละเท่าไหร่ แม่บอกว่า ตอนนี้หมูกิโละ 140 บาท ปีที่แล้วหมูกิโลนึงราคาแค่ประมาณ 100 บาท ผมบอกว่า นั่นแหล่ะ คือเงินเฟ้อ เห็นมั้ย เงินของแม่มีค่าน้อยลง จากที่เมื่อก่อนแม่เคยมีเงิน 100 บาท ซื้อหมูได้ 1 กิโล แต่ตอนนี้ แม่มีเงิน 100 บาท แม่ไม่สามารถซื้อหมูได้ 1 กิโลอีกแล้ว นั่นคือ เงินมีค่าน้อยลง เมื่อเวลาผ่านไป (เงินเฟ้อขึ้นทุกปี) เป็นไงล่ะครับ แค่เอาเงิน 100 บาท ใส่ไว้ในกระเป๋าเฉยๆ เราก็ "ขาด-ทุน" แล้วครับ (ขาดทุน = ทุนขาดไป)

เอาเงินฝากธนาคาร ขาดทุนรึเปล่า ?
ฝากประจำ หรือว่าออมทรัพย์กับธนาคาร อย่างน้อยเราก็ได้ดอกทุกปีนี่? ไม่เลยครับ เราขาดทุนเต็ม ๆ เน้น ๆ ขาดทุนแบบแสกหน้าเลย เค้าให้ดอกเบี้ยเรา 2.5 % (นี่คือดอกเบี้ยเงินฝากที่ผมเจอสูงสุด ณ ตอนนี้) แต่เงินเฟ้อปีนึงอย่างน้อย ๆ 5% ครับ ของแพงขึ้นทุกปี ยิ่งดองเงินไว้ในธนาคาร ยิ่งมากเท่าไหร่ เรายิ่งขาดทุนมากเท่านั้น

วิธีแก้ ?
ง่ายมากเลยจริง ๆ ครับ รู้มั้ยครับ คุณโชคดีมากมี่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ :D

วิธีแก้ความขาดทุนจากการ ไม่ลงทุน ก็คือ การลงทุนครับ

5555 ผมพูดจริงๆ นะ ไม่ได้กวนตีน ถึงฟิวเจอร์ละ ผมขอจบบทความเพียงเท่านี้

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

อ่านหนังสือดีกว่าดูทีวีตรงไหน?

Tags
โดย อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในบทความ ห้องสมุดในทัศนะของข้าพเจ้า


หนังสือช่วยให้คิด คิดแล้วเป็นมนุษย์


ในทัศนะของผม คนเราขาดห้องสมุดไม่ได้ เพราะหนังสือเป็นอาหารของสมองและจิตใจ ถ้าคนเราไม่อ่านหนังสือ เขาเอาเวลาไปทำอะไรกัน ผู้ชายก็กินเหล้า ผู้หญิงก็เล่นไพ่ ทั้งผู้ชายผู้หญิง อาจจะใช้เวลานินทาคนนั้นคนนี้ ปากไม่อยู่สุข ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สมัยนี้ก็ดูโทรทัศน์กัน ภาพเขาป้อนเข้าตา เสียงเขายัดเข้าหู และถ้าจะจัดรายการโทรทัศน์ให้เป็นที่เร้าใจกัน จริงๆ ต้อง ทำให้ภาพ และ เสียงนั้นกระทบประสาทที่ผิวเผิน ลีลาต้องรวดเร็ว อย่าให้ผู้ชมมีเวลาคิด เพียงแต่ให้รู้สึกเพลินๆ หรือเสียวแสยงหรือโกรธ หรือเอาใจช่วยฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ ถ้าให้โอกาสผู้ชมคิดนานๆ ก็จะเป็นเรื่องจืด เช่นนี้เป็นต้น ฉะนั้น ผมสรุปได้ว่า ถ้าคนเราอ่านหนังสือ เรามีเวลาคิดไตร่ตรองเรื่องต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน เพราะทำได้ตามจังหวะและลีลาของตนเอง ถ้าไม่อ่านหนังสือ มักจะไปทำอย่างอื่นที่ทำให้ไม่มีโอกาสคิดกว้าง ขวาง กิน เหล้าสมองเสื่อมจะไปคิดอะไรได้ เล่นไพ่ก็คิดแต่เพียงเจ็บใจมือบน ว่ากักไพ่ ไปงานคอกเทล ก็ต้องทำหน้าทะเล้น พูดกับคนรู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง คิดอยู่แต่ว่าเจ้าหมอที่เข้ามาพูดด้วยนี้ หน้าคลับคล้ายคลับคลา ชื่ออะไรหนอ ดูโทรทัศน์ก็ให้เขาจูงจมูกจูงสมอง ยั่วประสาทตื้นๆ มีที่เทียบได้กับการอ่านหนังสืออยู่อย่างเดียว ในเรื่องยั่วให้คิด เปิดโอกาสให้คิด คือ "การสมาคมสนทนากับคนฉลาด" ที่พระท่านว่าจะทำให้เราฉลาดขึ้น คนเราถ้าไม่คิดแล้ว เกือบไม่แตกต่างกับสัตว์เดรัจฉาน จริงไหมครับ

เขียนไม่ออก

Tags
ตอนนี้ "Stuck"

เขียนอะไรไม่ออก อยากระบายนู่นนี่นั่นออกไปเยอะ ๆ ไม่รู้ว่ามันเยอะไปรึเปล่า เลยไม่รู้จะเขียนออกมาว่าไง

พอก่อนละกัน : (

คำถามที่เราไม่อยากตอบ ... "เธอ ..โอเคใช่มั้ย ?"

Tags
เราพิมพ์แล้วลบไปหลายรอบแล้ว ไม่รู้จะพูดยังไง ถึงเรื่องมันนานมาแล้ว

เราเคยเชื่อว่ามี "ปาฏิหาริย์" ทุกวันนี้ก็ยังคงแอบหวัง

 


เมื่อเราเจอกัน
เจอกันแค่ครั้งเดียว
ก็ผูกพัน
เหมือนใกล้ชิดมานาน
บอกไม่ถูกว่าทำไม
หรือเราจะเคย
ได้เจอกันชาติก่อน
ต่างใจตรงกัน
มองตาก็เข้าใจ
แต่คงเป็นเพียง
ได้แค่มองตา
อยากจะกอดเก็บเธอไว้
แต่พบกันเมื่อสาย
ไม่อยากจะแย่งใคร
น่าจะเจอกันมาตั้งนาน
ก่อนที่เธอจะเป็นของใคร
อยากให้มันมีปาฏิหาริย์
ให้ตัวฉันย้อนเวลากลับไป
จะไม่ยอมให้เราคลาดกัน
ฉันคงจะพบรักเธอก่อนใคร
พบกันสายไป
มันน่าเสียดาย
ปาฏิหาริย์ ไม่มีจริง
ต่างใจตรงกัน
มองตาก็เข้าใจ
แต่คงเป็นเพียง
ได้แค่มองตา
อยากจะกอดเก็บเธอไว้
แต่พบกันเมื่อสาย
ไม่อยากจะแย่งใคร
น่าจะเจอกันมาตั้งนาน
ก่อนที่เธอจะเป็นของใคร
อยากให้มันมีปาฏิหาริย์
ให้ตัวฉันย้อนเวลากลับไป
จะไม่ยอมให้เราคลาดกัน
ฉันคงจะพบรักเธอก่อนใคร
พบกันสายไป
น่าจะเจอกันมาตั้งนาน
ก่อนที่เธอจะเป็นของใคร
อยากให้มันมีปาฏิหาริย์
ให้ตัวฉันย้อนเวลากลับไป
จะไม่ยอมให้เราคลาดกัน
ฉันคงจะพบรักเธอก่อนใคร
พบกันสายไป
มันน่าเสียดาย
ที่ปาฏิหาริย์ ไม่มีจริง


แต่ฉันลืมเธอไม่ได้
ห้ามใจก็ห้ามไม่ไหว
ก็เพราะฉันรักเธอ
และรักอย่างที่
ไม่เคยจะรักใคร
แต่เพียง แค่เรา
ได้เจอกันสองคน



น่าจะเจอกันมาตั้งนาน
ก่อนที่เธอจะเป็นของใคร
อยากให้มันมีปาฏิหาริย์
ให้ตัวฉันย้อนเวลากลับไป
จะไม่ยอมให้เราคลาดกัน
ฉันคงจะพบรักเธอก่อนใคร
มันน่าเสียดาย
น่าจะเจอกันมาตั้งนาน
ก่อนที่เธอจะเป็นของใคร
อยากให้มันมีปาฏิหาริย์
ให้ตัวฉันย้อนเวลากลับไป
จะไม่ยอมให้เราคลาดกัน
ฉันคงจะพบรักเธอก่อนใคร
พบกันสายไป
มันน่าเสียดาย
ที่ปาฏิหาริย์ ไม่มีจริง

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

ยิ้มแบบคุณไตรภูมิเลยจ้า 2

ต้องรีบเขียนต่ออีก post ไม่งั้นไม่ได้เขียนแน่นอน เพราะเล่าได้แค่เรื่องเมื่อวานเอง วันนี้ยังไม่ได้เล่า 555

วันนี้ตื่นเช้ามา ง่วงนะ แต่ต้องไปเรียน เพราะไม่วานก็ไม่ได้ไป วันนี้เลยตั้งใจว่าจะต้องไปให้ได้ เราตื่นมายกเวทนิดหน่อย เพื่อให้หายง่วง อ่านหนังสือนิดหน่อย อ่านข่าวนิดหน่อย (อย่างละนิดหน่อย หรอมแหรม) แล้วก็แต่งตัว เซทผมอย่างมั่นใจ (จริง ๆ คือ ไม่มั่นในเลย) ไปซื้อกาแฟกะแซนวิชกิน เพราะกินข้าวไม่ทันแล้ว ซื้อ espresso ร้อนที่ 7-11 พอกินปั๊บ นึกถึงคำว่า perfect shot*  ที่อ่านเมื่อคืนเลย เราไม่รู้ว่า perfect shot ของ espresso ร้อนเป็นยังไง อร่อยขนาดไหน รู้แต่ว่าขมชิหายเลยครับ ครีมเทียม 2 น้ำตาล 1 แซนวิช 1 กินกาแฟไปได้ครึ่งแก้ว ขมกว่าเบียร์เยอะเลยครับ (ดูมันเปรียบเทียบ) กินได้แค่ครึ่งแก้ว ก็รู้สึกว่าเพียงพอแล้ว สำหรับการเรียนให้รู้เรื่องในวันนี้ อิอิอิ กินเสร็จ กินน้ำ กินยา (แก้ไอ ลดน้ำมูกส์) แล้วก็เดินไปเรียน ไปซื้อชีสที่ร้านเดิม ชั้น 2 ร้านชั้น 2 บอกว่าขายที่ร้านชั้น 1 จ่ะ จึงได้ทราบว่า มีการแบ่งสัมปทานการขายชีทกันด้วย (เราคิดเอาเอง) !! น่าสนใจเลยทีเดียว มาดูกันดีกว่าว่าเป็นยังไง

ร้านชั้น 2 ขายชีทก่อนสอบมิดเทอม
ร้านชั้น  1 ขายชีทของ final

(ร้านชั้น 2 ถ่ายกากมาก หน้าซ้ำแบบไม่น่าให้อภัย ตั้ง 2 ชุด)

คืออยากจะบอกว่าร้านชั้น 2 พลาดมาก ที่ได้สัมปทานก่อนมิดเทอมไป เพราะก่อนมิดเทอมชีทน้อย  หรอมแหรม (มาจากไหน ไอ่หรอมแหรมเนี่ย) แต่ของ final แม่คุณเอ๊ย ชีทเยอะสาดๆ แบกกันเป็นเด็กม. 1 แบบเป้กันเลยทีเดียว (คงจะนึกออก อย่างกะไปต่างประเทศ) เราไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าตกลงแบ่งกันยังไง แต่ร้านที่ขายชีทของ final กำไรกว่าเห็น ๆ เน้น ๆ เพราะนศ. 110 คนต้องซื้อ(เกือบ)ทุกคน

พอๆ เรื่องสัมปทานชีท (เหลวไหลมาก) เข้าไปนั่งเรียน ก็สายนิดนึงแหล่ะ เข้าไปเรียน ตั้งใจมาก รู้เรื่องมาก แม้ว่าจะไอเป็นระยะ ๆ น้ำมูกไหลเป็นระยะ ๆ เรียนรู้เรื่อง เพราะไม่ได้มาเรียนบ่อยมากนัก (เลยตั้งใจเป็นพิเศษ) และก็ไม่ง่วงเลย ตาสว่างมาก เพราะได้ espresso ร้อน ขมปี๋ ที่ไม่รู้ว่า perfect shot รึเปล่า เรียนๆๆๆไป อารมณ์ดีมาก เพราะเรียนรู้เรื่อง ซื้อของกินกลับห้อง มานั่งเขียน blog อยู่นี่แหล่ะ จบล่ะครับ ทีนี้ก็หาไปกินได้ล่ะ :P

ตกลงเรื่องที่จะเล่า มีสาระ แก่นสาร ว่าอย่างไรกัน ? คำตอบคือ ไม่มี อยากเล่าเฉย ๆ จะทำไม อิอิอิ

 

*perfect shot การชงการแฟ ที่มีการรินจากเครื่องทำกาแฟหมด 1 shot ในเวลา 18-22 วินาที ทำให้ได้รสชาดที่ดีที่สุด ถ้าน้อยกว่า หรือมากกว่านี้ จะให้รสชาดจืด หรือขมออกเปรี้ยว ซึ่งต้องใช้ผู้เชียวชาญในการทำกาแฟ (แล้วคิดว่าพนง. 7-11 เชี่ยวชาญมิ? แต่ก็อร่อยนะ กาแฟปั่น เราดันสั่ง espresso ร้อนเอง)

จบ blog ก่อนล่ะ เขียน blog แล้วมีความสุขนะ รู้สึกดี เหมือนได้ทำภารกิจเพื่อมวลมนุษย์ชาติ (ไอบ้าเอ๊ย) แต่มันชอบขี้เกียจ 555 หลังจากนี้ อาจจะ น่าจะ ควรจะ หรืออะไรจะ จะเขียนบ่อยขึ้น ไม่รู้ว่าเพื่ออะไร แต่เขียนแล้วก็รุ้สึก ok นะ

 

ยิ้มหน่อย ๆ : D

ยิ้มแบบคุณไตรภูมิเลยจ้า

*หมายเหตุ ตั้งหัวข้อแบบนี้มิได้แอบอ้างว่าตัวเองหล่ออย่างพี่โดมแต่อย่างใด

วันนี้ตื่นด้วยความตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ว่าจะไปเรียนให้ได้ (ดูมันยากส์จังเนอะ)

หลังจากเมื่อวาน(อ้างว่า)ป่วย เลยไปเรียนไม่ได้ คือขี้เกียจจนทุกวันนี้แยกไม่ออกระหว่างป่วยจริงกับป่วยการเมืองแล้ว คือป่วยอ่ะป่วยจริง น้ำมูกไหล เจ็บคอมาก ๆ มีเสมหะ แล้วก็ปวดหัว แต่ไม่รู้ว่าอาการมันหนักถึงขนาดต้องหยุดเรียนรึเปล่า เมื่อวานเลยตื่นเที่ยง เตรียมตัวไปเปิดบัญชีหุ้น หาหลักฐานนู่นนี่ (แค่ 3 อย่างเองคือ สำเนาหน้า book bank, สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประชาชน) อาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว นั่งรถไปฟิวเจอร์ เพิ่งรู้ก่อนหน้านี้ไม่นานว่ากิมเอ็งมีสาขาที่ฟิวเจอร์ด้วย โทร.ไปถามก่อนเพื่อนความแน่ใจ operator ก็พูดจาดี ไปถึงก็เดินหา มันอยู่แถว ๆ ทางเข้า Big C แต่ก็หาไม่ยากมาก มันอยู่หน้าลานจอดรถนู่น แต่ว่าก็มีป้ายบอก ไปง่าย (ถ้าไม่โง่เกินไป <- อ่าว จะด่าเพื่อ?) ไปแล้วก็เจอประชาสัมพันธ์ ท่าทางง่วง ๆ เซ็ง ๆ ถาม ๆ ก็ตอบ แล้วก็ไปเจอพี่ชายหนุ่มหน้าตาดี คนนี้คงจะเป็นคนที่เป็น marketing เรา เค้าก็เอาเอกสารมาให้กรอก พูดคุยนิดหน่อย ตรวจหลักฐาน เก็บตังค์ค่าแสตมป์ แล้วก็เรียบร้อย รอ 2-3 วัน บัญชีถึงจะ active ถึงตอนนั้นถึงจะโอนเงินเข้าไปได้ (ผมก็กดตังค์ไปซะเต็มที่ นึกว่าเหมือนเปิดบัญชีธนาคาร เปิดบัญชีปุ๊บ เอาเงินเข้าป๊าบ 555)

เปิดบัญชีเสร็จ ก็ไปนั่งอ่านหนังสือข้างบน รอหาหมอฟันตอนหกโมงกว่า อ่านหนังสือตรงโซฟานุ่ม ๆ คนนั่งเยอะ เด็ก ๆ ก็วิ่งเจี๊ยวจ๊าวกันเยอะ นั่งไปเรื่อย ๆ อ่านไปเรื่อย ๆ ถึงเวลาก็ไปหาหมอฟัน หมอทักว่า นี่เปลี่ยนทรงผมตามคุณไตรภูมิรึเปล่าเนี่ย (หมอเป็นคนใจดี พูดจาดี ยิ้มตลอด ดีใจมาก ๆ ที่เจอคุณหมอคนนี้ ^O^) เราก็ยิ้มๆๆ ไม่รู้จะพูดอะไร บอกหมอว่าอยากให้ฟันล่างเข้าอีก เพราะมัน edge to edge กับฟันบนแล้ว (คำนี้พี่สาวสอน อิอิอิ) หมอก็จัดการให้ เดือนนี้ใส่ยางสีแดง (ครั้งที่ 5 น่าจะได้แล้วนะ กะสีนี้ มันไม่ได้มีกี่สีหรอก ที่ได้มีโอกาสเข้ามาอยู่ในปากเรา) ทำฟันเสร็จก็ไปหาซื้อหนังสือ เดือนนี้เดือนเดียวซื้อหน้าสือ 2,000 กว่าบาทได้แล้วล่ะ ทั้งซื้ออ่านเอง ซื้อเป็นของขวัญคนอื่น ซื้ออ่านเองประมาณ 11 เล่ม ซื้อเป็นของขวัญ 4 เล่ม ที่ซื้อเยอะเพราะไปงานหนังสือด้วย ฮ่าๆๆ ซื้อหนังสือเสร็จก็กลับเลยจ้า เงินหมดแล้ว (เหลือแต่ที่กดออกมาจะเอาเข้าบัญชีหุ้นอ่ะแหล่ะ)

กลับมาก็ซื้อของกิน มาตอนนี้ ลืมแล้วว่ะ เมื่อคืนซื้ออะไรกิน อ๊อออ นึกออกพอดี ซื้อข้าวยำไก่ทอด รสชาดมันอร่อยที่สุดใน 3 โลก (โลกทั้ง 3 ได้แก่ โรงกลาง โต้รุ่ง ทิวสน) อันนี้จริง ๆ อร่อย ๆ เข้ากะเราสุดล่ะ ซึ่งตอนนั้นเหลือเงินนิดเดียวล่ะ แค่พอซื้ออะไรกินได้เท่านั้นเอง ซื้อข้าวไปแล้ว 30 บาท เหลือเศษตังค์นิดหน่อยในกระเป๋ากางเกง กะซื้อขนมปังทางเนยอันฟู ๆ หย่าย ๆ  ที่ 7-11 ที่ซื้อมากี่ครั้งมดก็แย่งแดรกหมด (มดไม่ใช่ชื่อคนแต่อย่างใด มันเป็นสัตว์จำพวกแมลง ตัวเล็ก ถึงเล็กมาก พบได้ทั่วไปในห้องเราเอง อิอิ) คือชอบซื้อมาวางไว้ ไม่ได้กินทันที มดเลยขึ้น แล้วก็อดกิน , แต่คราวนี้ตรงเข้าไปหาตู้ขนมนั้นใน 7-11 แต่พบว่า อ้าววว ทำไมมันเล็กลงจังเลยฟระ ไม่ได้สมองเสื่อมนะเฟร่ย เมื่อวานซืนซื้อไป(ไม่ได้กิน) อันยังใหญ่กว่านี้อยู่เลย 17 บาทแน่ะ = =* แสรด แบบนี้จะอิ่มได้ไง ยิ่งจน ๆ อยู่ 555 เลยไปซื้อขนมอื่นแทน ที่มันใหญ่ ๆ กินอิ่ม ๆ 15 บาทถูกกว่าอีก แล้วก็กลับห้อง มานั่งกินข้าว ดูหนัง หนังกาก ๆ แนวต่างดาวยึดโลกอีกแล้ว ไม่อยากจะด่าเลยว่าหนังเหี้ยไรไม่รู้ อยากดูหนังบู๊ ไม่ใช่หนังดราม่า ชีวิตกูดราม่ามากพอแล้ว ดูหนัง ต้องการความผ่อนคลาย ความสะใจ ฯลฯ ผมจะขอปกปิดชื่อหนังเพื่อไม่เป็นการพาดพิง ไม่ให้ท่านผู้อ่านทราบว่ามันเป็นหนังเรื่อง WORLD INVASION Battle Los Angeles (ปี 2011) (ไหนบอกว่าจะปกปิด =*=) แนว Skyline เลยครับ แนวเดียวกัน ดราม่าเหมือนกันเป๊ะ แถมดราม่าแบบไม่ค่อย smooth โกหก เว่อร์เกินจริงด้วย

อ่านหนังสือที่ซื้อมา (นิตยสาร) จบไป 1 เล่ม แล้วก็ไปนอน (รวบรัดมิ อิอิ) ที่ต้องรวบรัดเพราะวัน post นี้มันยาวไปแล้ว เดี๋ยวน่าเบื่อ อิอิอิ ไปอ่าน post หน้าล่ะกัน

 

ยิ้มหน่อย ๆ ^^

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

วันนี้สอบคร๊าบ ^^

Tags
เมื่อคืนอ่านหนังสือถึงตีสามกว่า ๆ  ท้อแท้มาก แบบ เชี่ยจริง ๆ ทำโจทย์ไม่ได้เลย ยากอะไรขนาดนั้น นอนแบบปลง ๆ  แบบไม่เต็มตาเท่าไหร่ ตื่นมา 7 โมงเช้า อาบน้ำแต่งตัว รีดผ้า เตรียมออกไปสอบ ข้าวมิได้กิน เพราะไปหาห้องสอบก่อน บร.5 มันตึกไหน จำไม่ได้ได้ เหอๆๆ ไปเจอห้อง ก็นั่ง ๆๆๆ อ่านชีทไป เข้าไปทำข้อสอบ ประมาณ 2 hr. ออกมาเลย ข้อสอบไม่ยากอย่างที่คิด อาจารย์ใจดี ^O^ แฮปปี้เลย

สอบเสร็จไปขอทะเบียนบ้านจาก interzone มาถ่ายเอกสาร มาดูกรอบแว่นที่แว่นท๊อปหลังโรงกลาง เจออันที่ถูกใจ เลยตัดเลย (เอาเลนส์ธรรมดาๆ) สายตายังสั้นประมาณ 75 เหมือนเดิม ทั้งสองข้าง (ครั้งที่แล้วรู้สึกว่า 2 ข้างจะไม่เท่ากันนะ) แว่นได้ตอนนเย็น เพิ่งไปเอามาตะกี้เลยเนี่ย กะลังใส่อยู่เลยเนี่ยๆๆๆ กลายเป็นหนุ่มแว่นและ คงใส่เฉพาะตอนเรียน + อ่านหนังสือเหมือนเดิมน่ะแหล่ะ หิวจ่ะ แดรกข้าวก่อนนะครับ

 

ยิ้มมม ^O^

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554

ทฤษฎีความเหมาะสม by pizad_sura

Tags


ทฤษฎีนี้ผมคิดออกเมื่อซักครู่นี้เอง

ทฤษฎีนี้มีอยู่ว่า

สิ่งที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ สิ่งที่เราได้รับ มันเหมาะสมกับตัวเราที่สุดแล้ว !!

ใช่แล้วครับ ทฤษฎีความเหมาะสม บอกว่า ทุกสิ่งที่เราเจออยู่ในชีวิตประจำวันทุกวันนี้ เป็นสิ่งที่เหมาะสมกับเราแล้ว ทุกสิ่งที่เราเจอ ทุกอย่างที่เราเป็น นี้มันเหมาะกับเราแล้ว เพราะว่าสิ่งที่เราพบเจอ สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นชีวิต สุขภาพ ทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ หน้าที่การงาน ผลการเรียน ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดจากตัวเองเราทั้งสิ้น เราเป็นคนเลือกเอง เราพยายามเอง (พยายามมากน้อย แค่ไหน) ซึ่งเราทำแค่ไหน ก็ได้แค่นั้น ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่ความซวย ไม่ใช่ใครแกล้ง แต่ล้วนเกิดจากตัวเราล้วน ๆ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น การอ่านหนังสือสอบ บทเรียนมี 10 บท บทละ 10 คะแนน มีคะแนนเต็ม 100 คะแนน เราอ่านจริงจังมาก แค่ 7 บท รู้ลึก รู้จริง ทุกอย่าง เราก็ได้คะแนน 70 คะแนน ซึ่งเหมาะสมแล้ว เพราะเราทำแค่นี้ เราก็ได้แค่นี้ เป็นต้น นี่แค่ตัวอย่าง จริง ๆ ทฤษฎีความเหมาะสมนี้ ใช้ได้กับทุกเรื่อง

เรื่องสุขภาพ เรากินแค่นี้ เราก็หุ่นแค่นี้ อย่าเอาเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ที่ร่างกายไม่เหมือนกัน dna คนละอันกัน ว่าคนอื่นกินเยอะทำไมไม่อ้วน เรากินนิดเดียว ทำไมอ้วน โครงสร้างร่างกายไม่เหมือนกัน เอาง่าย ๆ แค่หน้าตาก็ไม่เหมือนกันแล้ว อย่างอื่นจะให้เหมือนกันคงเป็นไปไม่ได้ และพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกายของแต่ละคน คนแต่ละคน ได้รับสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองแล้ว สะท้อนออกมาทางหน้าตา และจิตใจ

ทรัพย์สิน ความร่ำรวย คนเราก็รวยได้เท่าที่เราทำนั่นแหล่ะครับ ถ้าเอาแต่ทำงานประจำ รอรับเงินเดือน ชีวิตก็ได้แค่เงินเดือน ไม่มีอะไรที่จะเพิ่มพูนความร่ำรวย ฐานะนั้น เหมาะสมกับคนที่มีความคิดแบบนั้นแล้ว

คู่ครอง การที่จะมีคู่ครอง หรือไม่มี มีแล้วดี หรือไม่ดี ล้วนแต่เหมาะสมกับคุณทั้งนั้น ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลกัน อยู่ในฐานะนี้ สุขภาพระดับนี้ การศึกษาระดับนี้ มันจะมีคนที่เหมาะและจะหากันเจอ อย่างไม่บังเอิญ และเป็นสิ่งที่ fix ตายตัวอยู่แล้ว ง่าย ๆ ทำตัวแบบ a ไม่มีแฟนแน่นอน หาแฟนไม่ได้แน่นอน ทำตัวแบบ b ต้องได้แฟนแบบนี้แน่นอน เป็นต้น นี่คือตัวอย่าง

วิถีชีวิต วิถีชีวิตของเราทุก ๆ คนทุกวันนี้ เหมาะแล้วกับแต่ละคน แต่ละคนก็มีชีวิตที่สมกับที่ตัวเอง คิดมา เรียนรู้มา หรือ(ยอมให้)ใครบังคับมา คนที่มีความคิดต่างกัน ความพยายามแตกต่างกัน ก็จะมีวิถีชีวิตแตกต่างกัน เรากินแบบนี้ เราเรียนแบบนี้ เราตั้งใจแค่นี้ เราพยายามแค่นี้ ผลลัพธ์ออกมา เชิญมองที่กระจกเลยครับ นั่นคือสิ่งที่เหมาะสมกับคุณแล้ว เหมาะสมแล้ว กับที่ได้ทำมา กับสิ่งที่เลือก(อย่างตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ หรือยอมให้ใครบังคับ แต่ส่วนมากไม่มีใครบังคับหรอก แต่ก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหล่ะ)

 

สิ่งที่กำหนดสิ่งที่เราจะได้รับ จะได้พบเจอ มันอยู่ในตัวเราเรียบร้อยแล้ว

 

(มีตอนต่อไปนะครับ)

;pizad_sura

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554

ยิ้มต้อนรับการกลับมาของ blog ^^

Tags
แห่ะ ๆ ก่อนหน้านี้เผลอลบไฟล์ใน Host ทิ้งไป (กดผิด) ต้องนั่งแก้เป็นวัน เว็บหลัก ๆ ก็เอากลับขึ้นไปได้หมดแล้ว มาวันนี้เพิ่งอัพไฟล์ของ blog ปีศาจสุรา.com ขึ้นไป เหตุเพราะว่าวันนี้อารมณ์ดี อยากเขียน blog

วันนี้ตื่นเกือบบ่ายสองละ โดดเรียนซัมเมอร์วันแรก(ซะงั้น 555) แต่ก็ดีแล้ว ที่ได้นอนเต็มที่ คืนก่อนตาแดงมาก เพราะทำงาน ทำระบบเว็บถึงตีห้า โอย (เป็นวันที่ง่วงแล้วก็นอนไม่ได้) ตื่นมาแล้วก็เปิดคอม เปิดมือถือตามเคย อิอิ อัพรอมมือถือใหม่อีกแล้ว cyanogenmod 7 rc3 ออกมา เราจะไม่อัพก็กะไรอยู่ ก็อัพเสร็จ ไม่มีปัญหา ลื่นดี นั่งฟังเพลง นั่งดู youtube Happy ดีนะ ทำเหมือนร้านเหล้าเลย เปิดเพลงดัง ๆ (ลำโพงเราเมพอยู่แล้ว) แล้วก็เปิดหนังกะทีวีจอใหญ่ ๆ แล้วปิดเสียงทีวี อิอิ อารมณ์นั้นอยากกินเบียร์มาก (มาเรื่องนี้จนได้ เหอๆๆ) กว่าจะได้ออกจากห้องก็ห้าโมงกว่าแล้ว ไม่ได้กินข้าวเลย วันนี้ตั้งใจจะไปฟิว ไปซื้อชุดนักศึกษา ซื้อครีมใหม่ ซื้อหนังสือ และดูหนังด้วย (ดูมันคนเดียวเนี่ย : P)


ไปขึ้นรถตู้เกือบหกโมงแล้ว ออกจากม.ค่ำมาก นั่งฟังเพลง เล่นมือถือไปจนถึงฟิว ไปเดินหาร้านชุดนักศึกษา(เคยไปซื้อครั้งนึงแล้ว แต่จำตำแหน่งไม่ได้) เดินไปเดินมาก็เจอร้าน SE ED ก่อน เข้าไปหาหนังสือ และความสวดยวดมันเกิดตรงนี้ หนังสือเล่มที่ตั้งตารอ ออกมาแล้ว ตั้งแอ้งแม้งอยู่ ตัดสินใจอยู่ครึ่งวิ เลยหยิบมาจ่ายตัง ได้ลดสมาชิก 15 บาทด้วย ดีใจมาก ๆ เพราะอยากอ่านเล่มนี้มานานแล้ว ซื้อหนังสือเสร็จก็เดินหาร้านชุดนศ.ต่อ เดินหาหลายรอบมาก วนเวียน วกวน อยู่อย่างนั้น แต่ไม่เบื่อนะ อารมณ์ดี 55 แล้วเดินไปเดินมาก็เจอ เข้าไปซื้อ ทั้งเสื้อและกางเกง เรียบร้อย ต่อไปเดินหาครีม บ๊ะ หายากจริง ๆ ลอริเอ้า ฟอเม็น หาหลายร้านไม่เจอ (ไม่ตั้งใจหานิ่ 55) เลยเดินไปเมเจอร์ดูรอบหนังเรื่อง beastly (ครั้งก่อนดูครังนึงแล้ว แต่หลับ เพราะว่าเมา เอิ๊กๆๆ) ไปดูก็มีรอบ 20:20 มีเวลาเกือบ 1 hr ก็ไปเดินหาไรกิน กินกาแฟปั่นแบลคแคนย่อน แก้วเล็ก แต่อร่อยดี แล้วก็มานั่งกินก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ร้านในเมเจอร์ ชื่อร้าน เย็นตาโฟเครื่องทรง (มั๊งนะ) ซื้อก๋วยเตี๋ยวต้มยำกิน ชื่อเมนูว่า "ก๋วยเตี๋ยวต้มยำจริง ๆ " (เออ รู้แล้ว 555) เผ็ดดี กาแฟก็อร่อยดี นั่งเล่นนู่นนี้ จนสองทุ่มนิด ๆ ขึ้นไปรอข้างบนเมเจอร์ เข้าไปดูหนัง หนุกมาก ๆ ดูแล้วยิ้ม ซึมซับอารมณ์ความรักเลยทีเดียวเชียว ไม่ผิดหวังที่อุตส่ามาดูรอบสอง

หนังจบสี่ทุ่มกว่า แน่นอนว่าต้องนั่งแท๊กซี่กลับ พี่แท๊กซี่ดูอารมณ์ดี คุยถามว่าทำไมเที่ยวคนเดียว ดูหนังคนเดียว วัยรุ่นเดี๋ยวนี้แปลกจริง เราก็บอกว่าช่วงนี้ไม่มีแฟน จริง ๆ ก็ไม่มีมานานล่ะ 55 (ตอบไปแบบนี้แหล่ะ) พี่แกก็บอกว่าเอ๊า หน้าตาก็ไม่ได้ขี้เหร่ หล่อด้วย ทำไมไม่มีเนี่ย (เหอๆ) เลือกมากเหรอ เราก็ ฮ่าๆๆ ไม่เลือกมากหรอกครับ แต่เลือกบ้าง คุย ๆๆๆ ไป อารมณ์ดี มีจะติดต่อสาวแถวบ้านแกให้ด้วย ดูท่าทางจริงจัง เราก็ขอบคุณครับ ๆ ยิ้ม ๆ แล้วก็ลงไป

ไปซื้อหนมเซเว่น ซื้อกาแฟด้วย (เห็นซองมันสวยดี 555) ขับไปๆๆ หนาวมาก อารมณ์ดีตลอดนะ กลับมาห้องก็เอาผ้าไปซัก ซ่อม blog ดู youtube ไปๆๆๆ จนถึงป่านนี้ หนังสือที่ตั้งใจจะอ่านก็ไม่ได้อ่าน เอิ้กๆ



พอแล้ว เขียนไม่พลิ้วเลย ไม่ได้เขียนนานแล้ว เขียนความรู้สึกออกไปไม่หมด มีแต่เรื่องล้วนๆ ฮ่าๆๆ



ตีสอง สองนาที ง่วง ๆ ไปอ่านหนังสือนิดนึงล่ะกัน



ยิ้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554

ยิ้มให้กับข่าวดี : )


Good News Of The Day
- วันนี้ไปพบอาจารย์มาแล้ว อาจารย์ใจดีมาก การพูดคุยเรื่องงานวิจัยผ่านไปได้ด้วยดี เกิดความโล่งอย่างแท้จริง ซะที
- เปิดบัญชีฝากประจำเพิ่มอีกบัญชี เก็บเงินอยู่ชัวร์ ๆ แล้ว ทุกเดือน
- ไปเดิมน้ำมันแล้ว
- เนตแรงดี ไม่มีปัญหา
- คุยกะพี่สาวเรียบร้อย เงินเข้าพี่สาวแล้ว
- อากาศไม่ร้อน
- ได้กินข้าวเช้า
- ^^
- ได้ข่าวคราวของหนังสือ The Power (โดยรอนด้า เบิร์น) แล้ว มีคนแปลไทยแล้ว กำลังเปิดจอง แต่ปิดไปแล้ว อ่าวว อิอิ ไม่เป็นไร ค่อยไปซื้อเลยก็ได้
- ได้เปลี่ยน Avatar Twitter แล้ว ชอบมาก ขอบคุณ @kadekung
- ได้เขียน Blog วันนี้อันที่ 2 แล้วนะเนี่ย !! ขยันๆ
- ได้นอนกลางวัน สบายมาก
- ยิ้มได้

และทั้งหมดคือข่าวดีของวันนี้ครับ : )

ยิ้มๆ วันนี้เปิดบัญชีฝากประจำ กสิกรไทย

วันนี้หลังไปเจออาจารย์ เสร็จ เวลาประมาณ 11 โมงกว่าๆ ก็ไปธนาคารกสิกรไทย หน้ามหาลัย ว่าจะเปิดบัญชีฝากประจำ ของ กสิกรไทยไม่เคยเข้าธนาคารนี้เลยนะ แต่เพื่อนแนะนำมา (ไอ้ @lukemoo555) เราก็เอ๊อ เอาก็เอา เงินเก็บไว้ก็คงใช้หมด เหอๆๆ (ก่อนนี้ก็มีบัญชีฝากประจำของธ.กรุงเทพอยู่แล้ว) พอเข้าธนาคารไปปุ๊บ เราก็แต่งชุดนักศึกษาไป มีพนง.ผู้หญิงมาตอนรับด้วย เข้ามาถามว่าติดต่ออะไร เราก็เอ๊ะ สวดยวดว่ะ บริการดีนะเนี่ย (คิดๆ) ไม่เหมือนพนง.ไทยพานิชย์เมื่อวานซืน วันนั้นเอาเช็คไปเข้า พอทำรายการเสร็จเราก็อยู่ต่อ ไม่ยอมออกจากธนาคาร มองเราเหมือนผมจะมาปล้นธนาคาร (ตอนเรานั่งอ่านโบว์ชัว ขี้เกียจเอากลับ หรือเอาออกนอกธนาคาร เพราะเดี๋ยวก็ทิ้ง เปลือง โลกร้อน และเค้าก็บอกว่า ธนาคารจะปิดแล้วค่ะ)

ก็คุยไปคุยมา กะพนง.คนนั้น ถามนู่นนี่ เค้าก็เอาโบร์ชัวนี่นั่นมาให้ดู ก็โอเค ดอกเบื้อ 2.55% เยอะกว่าที่ ธ.กรุงเทพอีก ไม่เสียภาษีด้วยนะฮรัฟ เราก็บอกว่า ตกลง เปิดเลยก็ได้ อื่มๆ เอาบัตรประชาชนไป กรอกอะไรไม่ต้องกรอก แค่เซ็นชื่อนิดหน่อย (ธ.กรุงเทพ,กรุงไทย ไล่เราไปเขียนเองหมด) พอหลังจากเซ็นชื่อเสร็จ ส่งบัตรประชาชนคืนมา เค้าก็บอกว่า ขอรับเงินเลยนะค๊ะ 1,000 บาท ผมก็เห๊ย ทำหน้างง + ตกใจ (เก็บค่าไรกูพันนึงฟระ ค่าเปิดบัญชีเหรอ นรกๆๆ แพงมาก) พอเห็นเราทำหน้างงเค้าก็ถามว่า จะฝากเดือนละพันใช่มั้ยคะ เราก็บอกว่า อ่อ เปล่าครับ เห่อๆๆ

ถ้ามองโลกในแง่ดี เค้าคงมองว่า เอ๊อ เราเป็นนักศึกษา คงยังหาเงินไม่ได้ คงฝากเดือนละพันนึงมั๊ง คือตัวเลขต่ำสุดที่ฝากประจำได้ ยิ้มๆ แล้วค่อยบอกจำนวนที่จะฝากจริง ๆ ไป ^^

ถ้ามองโลกในแง่ร้าย /O.o!! เอ๊ะ นี่ !!?? เห็นผมเป็นคนยังไงครัฟ เห็นแต่งตัวจน ๆ ผมเผ้ารกรุงรังแบบนี้ก็มีตังค์นะคร๊าบ เดี๋ยวแมร่มไม่เปิดล่ะ ไปเปิดแบงค์อื่นดีกว่า สาดๆๆ (แต่ผมก็ดูจน ผมเผ้ารกรุงรัง หน้าตามอซอ ผิวพรรณไม่สดใส ดวงตาไม่สุกสว่าง ตาไม่ตี่ ไม่ได้ใส่สูท ผูกไท้เข้าไปธนาคารเพื่อทำรายการกะเค้าจริง ๆ แหล่ะ กางเกงนักศึกษาก็ไม่ได้ซัก <อันนี้จะบอกทำไม>)

...

แต่ผมก็ไม่ใช่คนใส่ใจกะเรื่องเล็กน้อยอยู่แล้ว (แค่เก็บมาคิด..อ้าว) ล้อเล่นครับ ผมก็มองทั้งสองด้านอ่ะแหล่ะ เค้าก็ไม่ควรจะมาคิดแทนผมว่า ผมจะเปิดบัญชีเท่าไหร่ ผมก็ไม่ควรเอามาเป็นประเด็น (แต่ก็เป็นแล้วแหล่ะ ที่เอามาเขียน 555) เขียน blog นี้แล้วนึกถึงโฆษณานึงของธนาคารออมสินรึเปล่าไม่แน่ใจ ที่พนง.หน้าธนาคารบอกลูกค้าว่าแต่งตัวไม่เหมาะสม แล้วเอาชุดเก่าๆ มาให้ใส่ แล้วบริการดีสุด ๆ อันนั้นผมฮามาก

ได้เขียนระบายออกไปก็สบายใจล่ะ ไม่ค้างคา

สุดท้ายนี้ ..เคยดูมั้ย สามก๊ก

"ท่านปีสาดสุรา หากคิดการใหญ่ ใยต้องใส่ใจเรื่องเล็กด้วยเล่า" ขงเบ้ง ถามปีสาดสุราอย่างเป็นห่วง

"เออ จริงด้วยว่ะ" ปีสาดสุรากล่าว ^^

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2554

ยิ้มน้อย ยิ้มไม่ใหญ่ (จริง ๆ)

Tags
วันนี้สอบล่ะ วันเสาร์ก็ยังสอบ ตื่นตั้งก่ะหกโมงครึ่ง ต่อเวลานิดหน่อย ซื้อข้าวเช้ามากิน ก็กินได้นิดเดียว ทิ้ง ไปสอบวิชามีเดียร์ ตอนสอบก็ทำได้นะ ออกมาและเสียดาย midterm มวากๆ ไม่งั้นคงได้ A (แปลว่าครั้งนี้ผมจะไม่ได้ไงครับ = =*) เสร็จก็ไปจองหอใหม่ เสีย 1,500 ไม่ไหวกะหอเดิม ใกล้หมดสัญญาเต็มที มาขึ้นค่าเนตกูอีกค๊าบ ตอดมันเข้าไป แสรดด

กลับมานอน มีเรื่องให้ : ( หลายเรื่องจริง ๆ ตื่นมาก็เดินไปเดินมา ไปกินข้าว ซื้อหนังสือที่ 7-11 กลับมาอ่านห้องด้วย เล่มนึง ตัดสินใจเลือกไม่นานเลย ประมาณ 3 วิฯ เห็นปก เปิดดูหน้านึง เอาไปจ่ายตังค์ อ่านไปได้ครึ่งนึงล่ะ

เวลา 0:40 น. ยังไม่อาบน้ำ

วันนี้
- ยิ้มไม่ออกครับ
- กินข้าวไม่อร่อย
- ไปจองหอแล้ว
- เคืองพี่สาว
- ยังไม่ได้อ่านหนังสือสอบ

Blog วันนี้ดูหดหู่ไงก็ไม่รุ

พี่บอยบอกว่า ใคร ๆ ว่าฟ้าให้คนได้รักกัน ก็น่าให้ฉันกับเธอชิดใกล้ ...

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ยิ้มดิ่ หมาหุ่นดี 555

Tags
เมื่อกี้ หลังจากซื้อข้าวซื้อเสร็จ ผมก็ไปเข้าเซเว่น ซื้อน้ำผลไม้กะเกลือ อ่ะแน่ะ สงสัยอ่ะดิ่ ว่าซื้อเกลือมาทำไม เอิ่ม เห็นถูกดีเลยซื้อมา เห๊ยยย ไม่ใช่ 555 เค้าบอกว่าเป็นแผลร้อนใน ใช้เกลือบ้วนปากจะช่วยได้ เคยใช้เมื่อตอนม.ปลาย ก็ได้ผลจริง ๆ แต่ก็ถูกจริง ๆ ถุงละ 7.50 ถุงใหญ่มวาก

เออ หลังจากซื้อเสร็จก็ออกมาหน้า 7-11 เอาบิลไปทิ้ง แล้วหันไปเห็นไอหมาหุ่นบึกบึนตัวหนึ่ง(สงสัยเข้าฟิตเนตทุกวัน) ยืนลิ้นห้อย หางตก อยู่หน้าประตูเซเว่น ผมเลยยืนมองด้วยความสงสัย มันคอยใครฟระ ทำไมไม่ยอมเข้าไป ยืนอยู่อย่างนั้น ผมเลยเดินไปใกล้ ๆ แล้วถามเบา ๆ ว่า "ทำไรวะ" (ไม่กล้าถามดังเพราะกลัวคนรู้ว่าผมคุยกะหมา อิอิ) มันก็ไม่ตอบ ผมเลยเตะไปกลางลำตัว !! O.o แอร๊ยย ล้อเล่นครับ ไม่เตะหรอก เดินเข้าไปใกล้ ๆ มันแล้วเอาแข้งไปกระทบตัวมันเบา ๆ คือมือไม่ว่างจะไปจับมัน เหอๆๆ มันก็หันมา ไม่หือ ไม่อือ ผมก็ได้รู้ว่าน้องหมา มรึงมาตากแอร์นี่เอง มิน่า ลิ้นห้อยเชี่ยะ เหอๆๆ ผมก็เดินไปที่มอไซต์ เอ๊ะ มันเดินไปแล้ว สงสัยมันร้อนเลยมาสูบแอร์ แล้วก็ไปเที่ยวเล่นต่อ

^^ อารมณ์ดีจริ๊ง ไอ้หม๊าาา

อาทิตย์ 27/02/54 เวลา 17:18 น.

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ยิ้มสู้เข็ม ^^"

Tags
วันนี้ครับ ไม่เขียนไม่ได้จริง ๆ (หลังจากขี้เกียจมานานมวาก) วันนี้ตื่นเช้าปกติ ..ไม่ปกติสิ่ ปกติไม่เคยตื่นเช้า เรื่องก็มีอยู่ว่า เมื่อคืนนอนตั้งแต่ทุ่มกว่า ๆ ปิดโทรศัพท์ทุกเครื่องครับ ปิดเสียงคอม gtalk msn msg voice call ไม่สามารถเข้าถึงตัวได้แน่นอน ตื่นอีกที 4 ทุ่ม หลับต่อ ตื่นอีกที ตี 1 กว่า หลับต่อครับ เอาละ ข้าวเย็นก็ไม่ได้กินแล้ว ยาวเลยละกัน เช้าจะได้ตื่นไปเรียน ตื่นจริง ๆ เลย เจ็ดโมงเช้า งานเข้าหลายแน่นอนเพราะเมื่อคืนปิดเครื่อง เลยตามเลยครับ ตื่นมาก็จัดห้องนิดหน่อย เปิดคอม อัพรอมมือถือ ตามปกติ เหอๆ เก็บขยะไปทิ้ง ล้างถ้วยล้างชาม เรื่องเกิดตอนนี้แหล่ะครับ ชามมาม่าเมื่อคืน อันนี้ Gabgarb ซื้อมาไว้ที่ห้อง ลื่นหลุดมือแตก เออ ก็ซวยอ่ะนะ ก็สะกิดโดนเท้านิดนึง เลือดก็ไหลนิดนึง ชามก็แตกเป็น 2 ท่อนล่ะตอนนี้ แต่เลือดเริ่มไหลเพิ่มขึ้น เข้ามาในห้อง(ตอนแรกล้างอยู่ในห้องน้ำ) หาทิชชู่มาปิด แผลก็กว้างอยู่นี่หว่า ปิดไปปิดมา เลือดไม่ยอมหยุด ซวยล่ะ ต้องไปเรียนด้วย อาจารย์นัดเรียน ก่อนหน้านี้ก็ดันหยุดซะแบบไม่บันยะบันยัง ดูไปดูมา ไม่ไหว อาบน้ำแผลต้องเปิดอีกแน่เลย เลยตัดสินใจโทร.ไปหาเพื่อน บอกเล่าความเป็นไปของ teen เรา เพื่อนบอกไม่ต้องมาก็ได้ เห่อๆๆ ก็โล่งไป กลางวันก็นั่งไร้สาระ ทำเว็บบ้าง youtube บ้าง ฟังเพลงบ้าง (ส่วนมากไร้สาระ) ตอนเย็นถึงเวลาออกไปกินข้าว ต้องอาบน้ำซะที

ค่ำก็ไปหาหมอที่รพ.ธรรมศาสตร์ คนไม่เยอะเท่าไหร่ ไปหาพยาบาลก่อน วัดความดัน (ผมมาทำแผล วัดความดันไมเนี่ย = =a) ก็ได้เข้าไปห้องทำแผลเร็ว ไม่ค่อยมีคน เป็นนศ.แพทย์ กับอาจารย์แพทย์ มาดู อ้าว เห็นมั้ยครับ แผลเปิดกว้าง (แหกแผลกุดูครับตอนนี้) ต้องเย็บนะครับ สองเข็มก็พอ นั่นไง เป็นเรื่องละ นส.แพทย์ท่านนั้นก็บอกว่า เดี๋ยวฉีดยาชาแล้วก็เย็บนะครับ ฉีดยากันบาดทะยักด้วย เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตแล้วตอนนี้ T.T พอถึงตอนเย็บจริง ๆ นส.แพทย์ก็ถามว่า ไม่ต้องฉีดยาชาก็ได้มั้งครับ เดี๋ยวฉีดยาก็เจ็บอยู่ดี เย็บแป๊บเดียว สองเข็ม เราก็บ้ายอสิตอนนี้ เซียนอย่างท่านกวนอูยังเล่นหมากล้อมตอนหมอเทวดาขูดกระดูก ไอ่เราก็แค่คนธรรมดา ก็เล่นแองกรี้เบิร์ดตอนหมอฝึกหัดเย็บแผล เออ ก็ดี๊ เจ็บแหล่ะ แต่ทำหน้าเหมือนไม่เจ็บ ฮ่าๆๆๆ สะใจ (บ้าป่าวฟระ) เย็บเสร็จ แต่ไม่เสร็จแค่นั้น ต้องเดินไปรับยา แล้วเอายามาให้พยาบาลฉีดอีกที เออ กูเหนื่อยนะครับ เดินกะเผลกๆๆ เนี่ยนะ T^T ก็ฉีดยา หมอนัดทำแผล ตัดไหม ฉีดยาอีกสองครั้ง เดือนหน้า กับเดือนกันยา

ปัญหามันไม่จบตรงเย็บแผลหรอกครับ ก็คือว่าผมเนี่ย ขับมอไซต์มา แล้วมันเป็นแผลตรงเท้าขวาไง ปัญหาตอนสตาร์ตมอไซต์เนี่ยแหล่ะ พยายามสตาร์ตเท้าซ้ายอยู่หลายที แม่งไม่ติดครับ (แทบก้มลงกราบ) สุดท้ายต้องสตาร์ตเท้าขวาเนี่ยแหล่ะ ไหมขาด ด้ายหลุด อะไรก็ช่างแม่งแล่ะ ไม่งั้นไม่ได้กลับ = =* ก็กลับมาถึงหอได้เนี่ยแหล่ะ

พอ ๆ เหนื่อย ทำงานต่ออีกนิดนึง เหอๆๆ  (ก็ยังยิ้มได้นะวันนี้ ^^ )

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554

ยิ้มปากสั่นงันงก ไปเที่ยวโคราช

Tags

pizad_sura
สนามหญ้าหน้าที่พัก แดดเปรี้ยง ๆ ร้อนสัด ๆ (เอ๊ะ รึว่าหนาว ลืมละ)


เรื่องมีอยู่ว่า อยู่ ๆ เพื่อนก็บอกว่า เห้ย ไปเขาใหญ่ อ้าว อะไรวะ ไปทำไม ไปกะใคร ? ไปกับคณะครับ ทั้งชั้นปี อาจารย์พาไป รู้แต่ว่าไปวันเสาร์ หกโมงเช้า ก็แค่นั้น (รู้แค่นั้นจริงๆ) ไม่รู้ว่าไปทำไม ได้อะไร เสียอะไร เหอๆ ตั้งแต่วันศุกร์หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไปก็ไม่ได้นอน ทำนู่นทำนี่ไปเรื่อย รอจนเช้าไปขึ้นรถเลยครับ ตอนไปก็นึกว่าไปเขาใหญ่ (จริง ๆ ไม่รู้หรอกว่าเขาใหญ่มันอยู่ตรงไหนของประเทศนี้) ขึ้นบนรถเป็นรถทัวร์ ติดพัดลม สองคัน อาจารย์ไปรถตู้ อยู่บนรถก็หลับ ตื่นมาอีกทีก็ถึงแล้ว เพื่อนบอก ที่นี่โคราช อ้าว กูไม่ได้ไปเขาใหญ่หรอกเหรอครับ = =a งง เหอๆๆ ลงไปเดือน อากาศหนาวดี (รึไม่ดี เพราะมันหนาววววว ไม่ได้เอาเสื้อกันหนาวไป)

ไปถึงปรากฎว่ามันเป็นเหมือนการเข้าค่าย/งานสัมนา/ไปเที่ยวธรรมดาๆ แต่เป็นการไปกับเพื่อนอีกประมาณ 6-70 คน ก็สนุกดี ได้ความรู้ ได้กินข้าวตรงเวลา (555) ได้เจอเพื่อนทุกคนในชั้นปี หลังแยกภาคกันไป ทำกินกรรมด้วยกัน เนื้อหาหลักของการสัมนาคือวิทยากรจะพูดเรื่องความเป็นผู้นำ การทำงานเป็นทีม ไม่เกินนี้ กิจกรรมวันแรกถึงเที่ยงคืน เพื่อนกินเหล้า แต่เรากลับไปหลับ เพราะไม่ไหวแล้ว แสรดด ไม่ได้นอนมาสองคืน หลับก็ตื่นมาตอนตี 5 อากาศหนาวมว๊าากก เลยตื่น แล้วก็นอนไม่หลับอีกเลย เพราะหนาวมาก ผ้าห่มมีไว้ให้ แต่คงไม่เพียงพอที่จะกันอากาศหนาว ตื่นมากินข้าวแปดโมงกว่าๆ  ตื่นเช้ามากนะเนี่ย สวดยวด แล้วก็ฟังอบรม ทำกิจกรรมเป็นกลุ่มต่อ เลิก 11 โมงครึ่ง ก็ถ่ายรูปนู่นนี่ ขึ้นรถกลับ แวะที่ซื้อของฝาก/ทุ่งทานตะวัน แต่ไม่ได้ลงเลย ขี้เกียจมาก ขอนอนบนรถเถอะ เหอๆๆ นั่งจนถึง กลับมาถึงห้องก็หลับ ตื่นมาอีกที 3 ทุ่มครึ่ง ของวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2554

ข้อดีของการไปเที่ยวกับคณะครั้งนี้คือ
- เราอารมณ์ดีมาก เพราะอากาศมันดี เพื่อน ๆ ก็อารมณ์ดี
- ได้ทำกิจกรรมอะไรเยอะ ดูไม่วิชาการมากด้วย
- ได้ความรู้ แนวความคิดดี ๆ จากวิทยากร
- อาจารย์ใจดีทุกคนเลยโชคดีที่เข้าเรียนคณะนี้ : )
- กลับไปอ่านข้อแรกอีกครั้ง เน้นมากๆ เพราะอารมณ์ดีจริง ๆ

ยิ้มหน่อยครับ : )

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

ยิ้มเหงื่อตก (^o^)"

Tags
ถ้าเจ้าสามารถฝัน และไม่ยอมให้ฝันมาเป็นนายของเจ้า

ถ้าเจ้าสามารถคิด และไม่ยอมให้ความคิดจูงจมูกเจ้า

ถ้าเจ้าสามารถเผชิญชัยชนะ และความล้มเหลว "และปฏิบัติต่อสิ่งหลอกลวงทั้งสอง เท่าเทียมกัน"

ถ้าเจ้าสามารถบังคับหัวใจของเจ้า และประสาท และเส้นเอ็น ให้รับใช้เจ้าโดยยังเคลื่อนไหวได้ หลังจากสิ่งเหล่านี้แปรปรวน

และทำงานต่อไปได้ ทั้ง ๆ ในตัวเจ้าไม่เหลืออะไรอยู่อีกแล้ว

เว้นแต่กำลังใจซึ่งพูดแก่สิ่งเหล่านี้ว่า "จงทำงานต่อไป"

ถ้าเจ้าสามารถบรรจุไว้ในนาทีหนึ่ง อันผ่านไปโดยไม่หยุดยั้ง

ด้วยการปฏิบัติภาระของเจ้าให้คุ้มกับ หกสิบวินาทีนั้น

โลก และทุกสิ่งทุกอย่างบนพื้นโลกจะเป็นของเจ้า

และมีอะไรอีกมั้ย นอกจากเจ้าเป็นลูกผู้ชายที่แท้จริง ลูกรัก

---

วันนี้ผมแปลงานวิจัยครับ ทั้งวันเลย ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เสร็จ กะลังเหนื่อย เลยพักไปอ่านหนังสือ เจอข้อความนี้ ก็ดีนะ : )

ใครน่าสงสาร?

"บุคคลที่น่าสงสารคือผู้ที่ไม่มีความเพียร ... มีบาดแผลอะไรบ้างไหมที่รักษาให้หายได้ในทันทีแทนจะค่อย ๆ หายเป็นลำดับ ?"

วันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2554

ปั้ม blog กันเถอะ

Tags
แฮ่มๆๆ เพิ่งไปกินข้าวมา แต่ไม่ได้กินข้าวหรอกครับ ... อ๊าาวว ?! ร้านข้าวแม่งข้าวหมด แสรดดด เลยต้องกินผัดซีอิ๊วครับ ไม่เป็นไร อิ่มเหมือนกัน หงับๆๆ กลับมาทำงานต่อ

เมื่อกี้โทร.หาแม่ ไม่บอกหรอกว่าคุยไรกันบ้าง อะฮิๆๆ (เล่าเพื่อ) โอเคๆ ทำงานต่อล่ะ เอิ๊กๆๆ

ยิ้มปากเจ่อ

Tags
เหอๆๆ จะอะไรซะอีก เป็นแผลร้อนในไงครับ มร.ปีศาจสุรา ช่วงก่อนนี้นอนดึก ไปหน่อย (สงสัยไม่หน่อยล่ะม๊างง) ก็เลยป่วย ไม่ดูแลตัวเอง ชิ๊ห์ : P ไม่มีใครดูแลก็ต้องดูแลตัวเองสิ่ (น้ำตาซึม)  เห๊ยยย

ดราม่ามากไปและ พอ ๆๆ

วันนี้เปลี่ยน theme blog ใหม่ อะฮิๆ แหล่มเลยนะ รู้สึกว่าเปลี่ยนบ่อยเหลือเกิน พร่ำเพรื่อ แต่อันนี้สวยดีง่ะ
ไม่รู้ทำไม ในสมองไม่มีสาระอะไรให้เขียนแล้วอ่ะครับ วันนี้ตื่นสิบเบ็ดโมง (11 น่ะแหล่ะ วัยรุ่นเค้าเขียนงี้) แล้วก็ไม่ได้ทำไรเลย เหอๆๆ

พอและ สวัสดีงาม ๆ ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

ฟรีดิช นิชเช่ ทำผมอึ้ง !!

Tags
หนังสือ พระเจ้าตายแล้ว หน้า 106

การแต่งงานและเด็ก

ข้ามีคำถามเฉพาะท่าน-ภราดรแห่งข้า. ข้าตั้งคำถามนี้ดุจสายดิ่งที่ขว้างลงในวิญญานเพื่อหยั่งรู้ว่ามันลึกเพียงใด.

ท่านยังหนุ่มและปรารถณาการแต่งงานและเด็ก. แต่ข้าขอถามท่านว่า-ท่านคู่ควรแก่การมีบุตรแล้วหรือ?

ท่านคือผู้ชนะ, ชนะตน, เป็นนายเหนือประสาทสัมผัสของตน, และเป็นราชาแห่งคุณธรรมของตนแล้วหรือ?

...

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

บล็อกแรกของปี 2554

Tags
ไม่รู้จะเขียนอะไรดี แต่รู้แค่ว่าต้องเขียน

ตอนนี้ผมอยู่ปีสามแล้ว

เรียนใกล้จบมากแล้ว (เอ๊ะ รึว่าไม่ใกล้) <-- ใช่เรื่องล้อเล่นมั้ย

เหอๆๆ วันนี้ไปสยามมาครับ ซื้อเสื้อมา 4 ตัว แห่ะๆ นาน ๆ ซื้อทีครับ ซื้อทีก็จนไปเลย (จริง ๆ ไม่ควรโทษการซื้อเสื้อหรอก ผมมันจนอยู่แล้ว ฮ่าๆๆๆ )

และก็เช่นเคย เข้ามาอ่าน blog นี้ อย่าคิดว่าจะได้สาระ อะฮิๆๆ วันนี้ก็ Happy ดีนะครับ เงียบเชียบ สงบ ยิ้มได้

อื่มมม พอล่ะ นาน ๆ เขียนที ก็รู้สึกดีนะ : ) ยิ้มๆๆ

วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

ยิ้ม 73 ยิ้มแห้งๆ

Tags
ผมว่า คำที่พูดยาก + ทำยากที่สุด ของผมคือ

"ต่อไปนี้ผมจะไม่ทำเว็บอีกแล้ว"

มันเข้ามาในชีวิตผมตอนไหนไม่รู้ เข้ามาแบบไม่รู้ตัว ตอนแรกกะทำเล่น ๆ (อยากได้เงิน) ตอนหลัง ก็ เลิกไม่ได้ซะแล้ว

ผมมีหลายเว็บมาก พอมีหลายเว็บแล้ว ดูแลไม่ทัน มาคิดว่า เราควรสละรึเปล่า ควรทิ้งไปบ้างรึเปล่า เหมือนการตัดแขนขา เพื่อรักษาตัว เพราะมีเว็บใหญ่ต้องดูแล

คิดว่ามันง่ายรึเปล่า เว็บที่เราทำขึ้นมากับมือ คิดถึงมันตั้งแต่ตื่นยันหลับ จะปิดทิ้งไปเหรอ?

เคยคิดว่าเป็นไปได้ ที่เราจะมี 20-30 เว็บ...

มันตลกมาก 2-3 เว็บยังคิดหนักแล้ว

ตอนเขียน blog นี้อยู่ ยังไม่รู้เลยว่าจะทำยังไง

ไม่อยากปล่อยให้มันค้างคาแบบนี้

ยังไงก็ยิ้มหน่อยละกัน : )