วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทดลองจดบันทึกอารมณ์ตัวเอง 001

วันนี้ตื่นเที่ยงกว่า
- ตื่นมารู้สึกปวดหลัง แต่ไม่เป็นไร อาการเดิม ๆ เคยเป็นมาแล้ว นาน ๆ ครั้ง
- ง่วง เพราะไม่คืนหลับไม่สนิท
- ไปกินข้าวเที่ยง อารมณ์เสีย เพราะกับข้าวไม่อร่อย แข็ง
- ไปดูหนัง ค่าตั๋วแพง รู้สึกเสียดายเงินนิดหน่อย
- ขึ้นแท๊กซี่ แท๊กซี่ขับไม่ดีเลย พูดจาไม่สุภาพ ทำเราอารมณ์ไม่ดี
- ดูหนัง โฆษณาเยอะมาก รู้สึกอารมณ์ไม่ดีเอามาก ๆ
- หนังสนุกดี เพลิน บางตอนก็ขำ แต่ก็ดำเนินเรื่องไปเรื่อย ๆ
- ไปกินอาหารเย็น อร่อยดีนะ แต่แอร์เย็นมาก กินไปก็ไม่ happy เหลือเยอะมาก
- อ่านเว็บบอร์ด นู่นนี่ บทความ มีหลายกระแส บางทีก็คิดว่าพวกนี้อาจทำให้เราสับสนก็ได้ เราต้องดึงตัวเองออกมาจากอารมณ์ของข้อเขียนเหล่านั้น ไม่งั้นอาจถูกชักจูงออกนอกทางที่เราต้องการจะไปก็ได้

 

เห็นบทความใน thaivi.org บอกว่ามีหนังสือของท่านพุทธทาส ที่เขียนบันทึกอารมณ์ของตัวท่านเองไว้ เราเลยลองเขียนบ้าง

วันนี้เป็นวันที่อารมณ์ไม่ค่อยดีเลย ไม่ค่อยยิ้มด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะเราลืมมองหาสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ในตัว รอบตัว และก็ทั่ว ๆ ไป

เพิ่งรู้สึกว่าควรจะต้องยิ้มบ้างก็ตอนเขียนโพสนี้ใกล้เสร็จนี่แหล่ะ

ยิ้มหน่อยครับ ^_______^

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คำคมของ Warren Buffett


Derivatives are financial weapons of mass destruction.
ตราสารอนุพันธ์(วอแรนท์ ออบชัน ฟิวเจอร์) คืออาวุธทางการเงินที่ทำความเสียหายได้มากมาย

I always knew I was going to be rich. I don't think I ever doubted it for a minute.
ผมรู้มาตลอดว่าผมจะรวย ผมไม่เคยสงสัยในคความเชื่อมั่นนี้แม้แต่นาทีเดียว

I buy expensive suits. They just look cheap on me.
ผมก็ซื้อสูทราคาแพงนะ แต่พอผมใส่แล้วมันเลยดูราคาถูกเองน่ะ

I don't look to jump over 7-foot bars: I look around for 1-foot bars that I can step over.
ผมไม่คิดจะกระโดดข้ามบาร์กระโดดที่สูงสองเมตรหรอกนะ ผมจะมองหาอันที่มันสูง30เซน แล้วค่อยข้ามอันนั้นแทน

I never attempt to make money on the stock market. I buy on the assumption that they could close the market the next day and not reopen it for five years.
ผมไม่เคยพยายามที่จะทำเงินจากตลาดหุ้น ทุกครั้งที่ซื้อผมจะคิดว่าวันพรุ่งนี้ตลาดจะปิดไปอีกห้าปี

If a business does well, the stock eventually follows.
ถ้าธุรกิจไปได้ดี หุ้นก็จะไปได้สวย

If past history was all there was to the game, the richest people would be librarians.
ถ้าทุกอย่างมันเป็นไปตามอดีตที่เคยเกิดขึ้นแล้วล่ะก็ คนที่รวยที่สุดก็ควรจะเป็นบรรณารักษ์ในห้องสมุดแล้วล่ะ

It's far better to buy a wonderful company at a fair price than a fair company at a wonderful price.
จะดีกว่าถ้าเราซื้อบริษัทมหัศจรรย์ในราคาที่ยุติธรรม ดีกว่าซื้อบริษัททั่วๆไปในราคามหัศจรรย์

Only when the tide goes out do you discover who's been swimming naked.
ตอนที่คลื่นลมสงบแล้วเท่านั้นแหละ ที่จะรู้ว่าใครแก้ผ้าอยู่ใต้น้ำ

Price is what you pay. Value is what you get.
ราคาคือสิ่งที่คุณจ่าย คุณค่าคือสิ่งที่คุณได้รับ

Risk comes from not knowing what you're doing.
ความเสี่ยง คือการที่คุณไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

Rule No.1: Never lose money. Rule No.2: Never forget rule No.1.
กฏข้อแรก คือ อย่าขาดทุน กฏข้อสอง คือ อย่าลืมกฏข้อแรก

Someone's sitting in the shade today because someone planted a tree a long time ago.
เมื่อเรานั่งอยู่ใต้ร่มไม้ ก็เพราะใครสักคนได้ปลูกต้นไม้ไว้เมื่อนานมาแล้ว

The investor of today does not profit from yesterday's growth.
นักลงทุนในวันนี้ ไม่ได้ทำกำไรจากการเติบโตของเมื่อวาน

The only time to buy these is on a day with no "y" in it.
วันที่เหมาะสำหรับการซื้อ คือ...วันที่ไม่มีตัว ว เลย

ที่มา: http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I10576442/I10576442.html

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คำคมจากท่านอาจารย์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์



หลายวันที่ผ่านมาผมนึกถึงคำคมที่ใต้รูปปั้นอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (หน้าตึก SC ธรรมศาสตร์) พยายาม Search หาใน internet แต่ไม่เจอ (internet ไม่ได้มีทุกอย่างที่เราต้องการ อย่าเข้าใจผิด) ผมกลับจากเรียน เลยถ่ายมาซะเลย เอามาแปะไว้ในนี้ เนื้อหาก็ตามด้านบนเลยครับ

นักร้อง กับ นักเขียน อะไรดีกว่ากัน ???

ความคิดนี้คิดออกเมื่อซักครู่นี้เอง ตอนอาบน้ำ และเปิดเพลงในมือถือฟังไปด้วย

จริง ๆ ช่วงนี้ใกล้สอบ ตอนนี้ผมควรจะนั่งอ่านหนังสือ ทำโจทย์อยู่มากกว่า แต่ไม่เป็นไร คิดอะไรออก เขียนไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวลืม



เป็นนักร้อง หรือ นักเขียน ดีกว่า ??

ตอบในแง่ที่อาชีพไหน ดีกับชีวิต(จริง ๆ) มากกว่ากัน ขอตอบว่านักเขียนแน่นอน เป็นนักร้อง ถึงดังขนาดไหน รับรองไม่ถึงครึ่งปี ก็หาย แถมออกเพลงมา มีแต่คนเข้าไปดาวโหลดในอินเตอร์เนต ฟังในเว็บ บางคนชอบให้ตาย คลั่งไคล้ซักแค่ไหน ก็ไม่ยอมซื้อของแท้ซักชิ้นเดียว เพลงที่ออกมาให้เราได้ฟังกัน ไม่ใช่มีแค่คนร้องเพลง คนเล่นดนตรี แล้วก็ออกมาได้เลย มันมีอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง ผลประโยชน์ของค่ายเพลง การโปรโมต ขั้นตอนการผลิต ใครทำผลงานไม่ดีก็ไม่ได้ไปต่อ ค่ายเพลงเซ็นสัญญาเป็นปี มั่นคงน้อยยิ่งกว่าทำงานบริษัทอีก ถ้าปีนี้ทำผลงานไม่ดี ปีหน้าเค้าก็ไม่จ้างต่อ ถ้าเป็นวงดนตรียิ่งแล้วใหญ่ ไป ๆ มา ๆ ก็เหลือแต่นักร้องอย่างเดียว เพราะนักดนตรีค่ายเพลงไม่ได้ต้องการ เค้ามีอยู่แล้ว, ดนตรีใคร ๆ ก็เล่นได้ แต่การสร้างลักษณะเฉพาะ, ภาพลักษณ์ส่วนบุคคล (Character) ทำได้เฉพาะนักร้องเท่านั้น พูดง่าย ๆ คือ เฉพาะนักร้องเท่านั้นที่เป็นจุดขาย ตัวอย่างวงที่นักดนตรีหายไป เหลือแต่นักร้องเช่น ดา เอ็นโดรฟิน บอย พีชเมคเกอร์ สแตมป์ เซเว่นซีน (จำชื่อภาษาอังกฤษไม่ได้) และอีก ฯลฯ ไปนึกกันเอาเอง ถึงนักร้องเองก็ตาม มาเร็วได้ ก็ไปเร็วได้ จะอยู่ให้ค้างฟ้าอยู่เบิร์ด ธงไชย บี้ the star นั้นยากกว่า (จะเห็นว่ามีน้อย นึกไม่ค่อยออก) ฉะนั้น การเป็นนักร้องก็เหมือนคนทำงานแลกเงินทั่วไป เมื่อกระแสหาย ก็ไม่มีคนจ้างไปเล่น เพลงก็ขายไม่ได้อีก (ไหนจะปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่) เมื่อไม่ดัง ก็เหมือนโดนไล่ออกจากงาน



นักเขียนดียังไง ??

นักอ่าน หรือคนที่เคยอ่านหนังสือบ้าง น่าจะรู้จักชื่อ เจ เค โรลลิ่ง, รอนด้า เบิร์น โรเบิร์ต คิโยซากิ นั่นเป็นนักเขียนระดับโลก ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือดังระดับโลก ที่เขียนแค่ครั้งเดียว แล้วสามารถเลี้ยงชีพได้ไปตลอด (ควรพูดว่า สร้างความมั่งคั่งให้ จะดีกว่า) เพราะแม้เวลาผ่านไป 5 ปี 10 ปี หรือกี่ปี หนังสือก็ยังคงขายได้ดี ส่วนหนังสือไทยที่เป็นที่รู้จัก เช่นหลาย ๆ เล่มของทันตแพทย์สม สุจีรา ผมติดตามหนังสือของท่านเกือบทุกเล่ม หลาย ๆ เล่มมียอดพิมพ์ 40-50 ครั้ง และยังขายได้ต่อเนื่องเรื่อย ๆ  นั่นคือรายได้จากสิ่งที่เรียกว่า "ลิขสิทธิ์" ซึ่งในบ้านเราไม่มีการละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือ (มีน้อยมาก ในรูปแบบ e-book) แต่ต่างประเทศที่มี e-book ก็มีการละเมิดลิขสิทธิ์บ้าง โดยการสแกนเป็น PDF แล้วเอามาแจกกัน (หนังสือดัง ๆ ระดับโลกหาได้ง่าย) นอกจากนี้นักเขียนที่เขียนคอลัมป์ เขียนเรื่องสั้นต่าง ๆ ลงนิตยสาร หนังสือพิมพ์ พอถึงเวลาที่เหมาะสม ก็ยังเอามารวมเล่มเป็นพ๊อคเก็ตบุคขายได้อีกด้วย

แต่เขียนหนังสือ ไม่ใช่เขียนงู ๆ ปลา ๆ มา เอามาขาย ก็ใช่จะขายได้ ต้องมีความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์ กลั่นกรองมาอย่างดี และที่สำคัญคือ นำเสนออย่างน่าสนใจ ตัวผมเองก็อยากเขียนหนังสือ ออกพ๊อคเก็ตบุคกับเขาบ้างเหมือนกัน แต่ยังไม่มีความรู้ด้านไหนที่จะกลั่นกรองออกมาเป็นองค์ความรู้ใหม่ เอาไปนำเสนอคนอื่นได้ (รู้หลายเรื่อง เรื่องล่ะนิด ๆ หน่อย ๆ) เราจะเห็นหนังสือที่ไม่ประสบความสำเร็จได้ตามแผงหนังสือลดราคา ลด 50% เล่มละ 50 บาท (หลาย ๆ คนน่าจะเคยเห็น) ซึ่งผมเคยไปเดิน ๆ ยืน ๆ อ่าน และก็เคยไปซื้อมาบ้าง ก็เข้าใจว่า .. ถูกแล้วที่ถูกวางขายในที่แบบนี้

พูดถึงหนังสือแล้วมีอีกหลายประเด็นที่อยากคุย อยากเล่า แต่มันเริ่มจะออกนอกเรื่องแล้ว ไว้โอกาสหน้าแล้วกัน

ประเด็นที่อยากพูดจริง ๆ คือ หนังสือมันละเมิดลิขสิทธิ์ได้อยากกว่าเพลง และถ้าของดีจริง มันก็ขายได้เรื่อย ๆ คนซื้อซื้อแบบไม่เสียดายเงิน (ไม่รู้ผมเป็นคนเดียวรึเปล่า อิอิ) เพราะความรู้ มันติดตัวเราไปได้ตลอด ไม่เหมือนทรัพย์สิน(หนี้สิน) อย่างอื่น ที่ซื้อมาแล้วมีแต่จะด้อยค่าลง

การประกอบอาชีพ เมื่อมองให้ดี ๆ แล้ว ทุกอาชีพล้วนต้องขาย สิ่งที่นักเขียนหนังสือขายคือ "ความรู้" ซึ่งเป็นสิ่งที่(อาจจะเป็น)คนกลุ่มต้องการอย่างหื่นกระหายที่จะได้มา (เช่นผมตอนนี้)

มีท่านหนึ่งโพสถามในเว็บบอร์ด เป็นบทสนทนาหนึ่ง ซึ่งผมชอบมาก เจ้าของกระทู้โพสถามว่า มีงบ 20,000 ลงทุนกับหุ้นยังไงดี มีคนโพสตอบกว่า เอาเงิน 16,000 ไปซื้อหนังสือมาอ่าน แล้วอีก 4,000 ไปซื้อเบียร์กิน หลังจากนั้นจะค่อย ๆ รู้เอง ว่าต้องทำยังไง 555 (แต่อ่านหนังสืออย่างเดียวมันก็ไม่พอล่ะน๊อออ)



เอาล่ะ คงจะจบ blog ไว้แค่นี้ ฝึมือการเขียนแบบเป็นเรื่องเป็นราวของผมอาจจะไม่ OK ซักเท่าไหร่ ออกนอกประเด็นไปบ้าง(ไกลเลย) ก็คงต้องปรับปรุงกันต่อไปครับ 555



ยิ้มหน่อย ^O^

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สูตรสำเร็จการลงทุนในหุ้น...



"การจะประสบความสำเร็จในการลงทุนไม่ใช่เรื่องใหญ่ถึงขนาดต้องผ่าตัด สมอง แท้ที่จริงแล้วใครๆก็สามารถประสบความสำเร็จในเรื่องการลงทุนได้ทั้งนั้น เคล็ดลับก็คือการไม่มีเคล็ดลับใดๆทั้งสิ้น หลักการง่ายๆเพียงข้อเดียวก็คือการซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าของ มัน และขายหุ้นเมื่อราคาหุ้นนั้นสูงกว่ามูลค่าของมัน นั่นแหละคือหนทางไปสู่ความสำเร็จในการลงทุน"

-- Geraldine Weiss --
เจ้าแม่เงินปันผลจากการเล่นหุ้น

ที่มา: thaidevidend.com

ระบายอารมณ์

Tags
- ทำอะไรที่ไม่มีแผน อย่าทำ
- ทำอะไรที่ไม่มีจุดหมาย อย่าทำ
- ไม่มีเงินก็มีเรื่องให้คิด มีเงินแล้วมีเรื่องให้คิดมากกว่า
- อย่าคิดแค่วันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ เดือนหน้า ปีหน้า แต่ให้คิดให้ยาวไปจนตาย
- กูล่ะปวดหัว

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วันเกิดปีที่ 22 ครับ ยิ้มหน่อย


ภาพประกอบจาก 7-11 ถ่ายเมื่อเช้าก่อนไปเรียน ^O^


ก่อนอื่น

บล็อกวันเกิดที่เขียนเมื่อ 2 ปีก่อน [วันนี้วันที่ 7,305 ...]

บล็อกวันเกิดที่เขียนเมื่อ 1 ปีก่อน [วันนี้วันเกิด]

เป็นธรรมเนียมประจำตัวคือจะอู้การเขียน blog ขนาดไหน แต่ในวันเกิดก็ต้องเขียน 1 อัน อิอิ

จริง ๆ ตอนนี้เพิ่งผ่านวันเกิดมาแค่ 1 ชั่วโมงเอง คือ ตี 1:10 นาที ถ้าพรุ่งนี้ (หมายถึงวันที่ 4) ขยัน หรือว่าง (น่าจะว่างนะ) ก็จะเขียนอีก แต่ตอนนี้ก็อยากเขียน

วันอังคารที่ 3 พ.ค. 54 (วันเกิดเรา 4 พ.ค. นะจ๊ะ)


วันนี้ตื่นแต่เช้ามืด ไปเรียน stat จะไม่ไปเรียนก็ไม่ได้ เหลือแค่ 2 วันสุดท้าย ก่อนหน้านี้ก็โดดมาเยอะ หลังสอบมิดเทอม เพิ่งมาเรียนครั้งนี้ครั้งแรกอ่ะ 555 ตื่นมาก็งัวเงีย ๆ ไป ๆ มา ๆ ก็เข็นตัวเองไปเรียนแบบไม่ยากนัก อิอิ อาบน้ำ แต่งตัว ไปซื้อกาแฟ ขนมที่ 7-11 ไปซื้อชีท โอ้ว ตอนเราไม่มาเรียน เค้าเรียนไปตั้ง 2 บทเหรอเนี่ย เอิ๊กก (แม่,พี่สาวรู้ กุต้องโดนกาทืบ 555) ก็เข้าไปนั่งเรียน ก็รู้เรื่องดีนะ เพราะนาน ๆ มาที ยังแซวเพื่อนของรุ่นพี่ที่เรียนห้องเดียวกันเลย เค้าบ่นว่า "วันนี้เรียนไม่รู้เรื่องเลยอ่ะ : ( " เราก็เลยบอกว่า "แสดงว่ามาเรียนบ่อยดิ่เนี่ย เนี่ย ต้องนาน ๆ มาครั้งถึงจะรู้เรื่องดี : D" 555

เรียนวันนี้อาจารย์ปล่อยเร็ว ก็ดีนะ เพราะเราง่วงไม่หวายละ เอสเพรสโซ่ปั่นที่ 7-11 กากมาก ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ซื้อข้าว แล้วก็กลับหอมานั่งดูทีวีออนไลน์ ช่อง Money Chanel ออนไลน์ เหอๆ เพลินดี นั่งดูได้ทั้งวัน จากนั้นส่วนมากก็เหลวไหล ดู youtube บ้าง ฟังเพลงบ้าง โหลดเพลงบ้าง อ่านหนังสือบ้าง ดูหุ้นบ้าง (มีเงินในบัญชีหุ้นแล้ว แต่ยังไม่ได้ซื้ออะไร มีเงินนิดเดียว อิอิ) เลยดูบริษัทนู่นนี่นั่น ไปเรื่อย ๆ แต่ส่วนมากจะไร้สาระ เล่น twitter เป็นส่วนใหญ่ 55 พอเริ่มมืดก็ออกไปแว๊นซ์ในมหาลัย ขับมอไซต์แบบอากาศเย็น ๆ (อยู่ห้องร้อนมาก) พกหนังสือไปด้วย ไปนั่งอ่านใต้คณะ ยุงกัดมาก คนไม่ค่อยมี แต่ที่อารมณ์เสียมากคือที่ตึกคณะมีแต่แมว ไม่มีหมาเลย (หายไปไหนหมด =0=) เอิกก อ่านได้แปปเดียวแหล่ะ ไปซื้อข้าว ซื้อหนม กลับห้องมากิน ดูทีวีนิ๊สนึง (ช่องเดิม กะลังเห่อ) กินข้าวเสร็จ ง่วงมาก อ่านหนังสือได้สองสามหน้า เดินไปเดินมา หลับ ฮ่าๆ แล้วก็มีคนโทร.มาปลุก Happy Birth Day แล้วก็ตื่นมาอาบน้ำนี่แหล่ะ แล้วก็ฟังเพลง เล่น twitter เพื่อนใน twitter มาอวยพรวันเกิดเยอะแยะเลย ขอบคุณมาก ๆ คร๊าบ ^^ แล้วก็มานั่งเขียน blog เนี่ยแหล่ะ

ความรู้สึก

รู้สึกอายุเยอะไปอีกปี แต่ก็ยังคิดว่าไม่เยอะเท่าไหร่นะ 22 ปี เห็นตัวเลขนี้ก็ยังรู้สึกดี ที่เราค้นพบตัวเองแล้ว รู้ว่าต้องเองต้องการอะไร เป้าหมายชีวิตคืออะไร แม้ไม่ง่ายที่จะไปถึง แต่อย่างน้อยก็ให้เราได้เห็นทาง(ที่อาจเลือนลาง) ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ  : ) อ่านหนังสือบางเล่ม หรือเรื่องราวของใครบางคน ที่ค้นพบตัวเอง ความต้องการของตัวเองช้ากว่าเรา เราเลยคิดว่าตัวเองมีโอกาสดี ๆ เยอะกว่าใครหลาย ๆ คน

เวลาที่ผ่านไปทุกวันนี้ก็มีทั้งสุข ทุกข์ ยิ้ม หัวเราะ สลับกันไป คงเป็นปกติของคน เวลาที่ผ่านไปทุกวันนี้ อยากทำทุกอย่างให้มีค่ามากที่สุด (แหม่ พูดเหมือนเป็นม้าเล็งระย้าสุดท้าย 55) อยากศึกษาเรื่องที่อยากรู้ อยากเก่ง อยากให้ความฝันเป็นจริงเร็ว ๆ แต่บางทีก็ยังไม่วายทำเรื่องไร้สาระ (มากๆ 55) ก็จะทำตัวให้ดีขึ้นล่ะกัน ฮี่ๆ

อยากเล่า

ตั้งแต่เดือนที่ผ่านมาอ่านหนังสือไปเยอะมาก (ไม่ใช่หนังสือเรียนหรอก 555) พ๊อคเก็ตบุ๊คทั่วไปนี่แหล่ะ เริ่มจากงานสัปดาห์หนังสือ ซื้อมาหลายเล่ม มีทั้งที่ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง แล้วก็ไปซื้อมาเพิ่ม ส่วนมากซื้อ se-ed ฟิวเจอร์ ถึงตอนนี้อ่านไป 15 เล่มได้แล้วมั้งใน 1 เดือน 555 เสียไปประมาณ 2,000 กว่าบาท ฮ่าๆ (กินแทนข้าวเลยมั้ย) หนังสือที่ซื้อมามีทั้งเพื่อความบันเทิง เพื่อความรู้ แนวความคิดทั้งที่สนใจและที่ไม่สนใจ จบ 2 เล่มที่เหลืออยู่ก็น่าจะเปลี่ยนไปอ่านหนังสือสอบ final ล่ะ แห่ะๆ

จบล่ะ พรุ่งนี้ถ้าว่างมาก น่าจะมีอะไรให้เขียนต่อ ^O^

ยิ้มหน่อยครับ ; )