วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เรื่องอึดอัดใจ 1: ร้านลุงเหี้ย

Tags
พบว่าทางเดินที่ปัจจุบันใช้อยู่ทุกวัน มีพาร์ทที่เกลียดที่สุดคือหน้าร้านลุงเหี้ย ซึ่งมันมี 2 ทางให้เลือกเดิน ระหว่าง
1. เดินบนถนน เสี่ยงรถเฉี่ยว
2. เดินซอกสะพานลอยที่แคบมากเดินผ่านได้ทีละ 0.75 คน (คนเดียวยังต้องเดินแบบตัวลีบๆ) ซึ่ง "บ้าน" ลุงเหี้ยตั้งอยู่ บนร้านอาหาร ขายเบียร์ด้วย 24 hrs. เวลาเดิน จะอึดอัดใจทุกครั้ง ว่าจะเลือกทางไหน

(หมายเหตุ: ร้านลุงเหี้ย ; ลุงเหี้ย เป็นฉายาของแก ใครๆ ก็เรียกแกอย่างนั้น ไม่ทราบที่มา เรียกต่อๆ กันมาตั้งแต่รุ่นพี่ สอนรุ่นน้อง)

ถ้าพูดแบบใจร้ายนิดนึง ลุงเหี้ยควรไปขายของที่อื่น และย้ายบ้านออกจากตรงนั้นซะ ซึ่งมั่นใจ 100% ว่ามันเป็นที่สาธารณะ

ถ้าพูดแบบใจดี ก็บอกว่า นั่นเพื่อนร่วมโลกเรานะ เค้าไม่มีบ้านอยู่ ก็ให้เค้าอยู่ตรงนั้นเถิด แต่ผมคิดว่าแกมีตังค์นะ ตรงนั้นทำเลดีที่จะขายของ / สร้างเพิงอยู่ พอดีไง

เรื่องนี้ไม่มีข้อสรุป คงต้องจบแบบให้คิดต่อ ตีความเอง (หรือรอภาคต่อ) สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการสงสาร อะไรก็หยวนๆ กันไป กฎระเบียบไม่ค่อยมีความหมาย ติดเป็นนิสัย

นานๆ นิสัยนั้นถูกฟูมฟัก เจริญงอกงาม กลายเป็น...

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เป้าหมาย ปี 2556

Tags
2556

จำเป็นต้องวางแผนสำหรับปีต่อไป หลายๆ เรื่อง ดังนี้

งาน


บางทีผมเรียกโปรเจ็คที่ทำอยู่ว่า #project001 มันคือสิ่งที่ผม คิด ทำ เฝ้ามอง ติดตาม แทบจะเป็นชีวิตจิตใจของผมตอนนี้ คาดหวังสูงพอสมควร เป็นโปรเจ็คแรกที่ทำหลังเรียนจบ (จริงๆ เริ่มก่อนเรียนจบนิดนึง ประมาณ 1-2 เดือน) ตอนนี้ในสมอง ยังไม่คิดถึงโปรเจ็คอื่นๆ เลย (จริงๆ แอบพยายามคิด แต่คิดไม่ออก) เป้าหมายปีหน้าคงต้องพูดถึง #project001 นี่แหละ มันเป็นเว็บไซต์ เว็บไซต์นึงนั่นเอง ดังต่อไปนี้
- คนเข้าชมมากกว่าเป้าหมายเดิม 5 เท่า ตอนนี้ยังไม่ถึงเป้าหมายเดิมเลย ได้ประมาณ 40%
- รายได้มากกว่าเป้าหมายเดิม 10 เท่า ไม่มาก ไม่น้อยไป ถ้าทำตามเป้าหมายด้านบนได้ [เป้าหมายเดิมถึงแล้ว v(=[]=) ]
- ทำระบบสมาชิก หลังอ่านเรื่องกลยุทธ พบว่ามันเป็นสิ่งจำเป็น
- ทำ app สำหรับ iOS ดูไว้นานแล้ว เจอวิธีที่ต้นทุนไม่สูงมาก และ "ง่าย"
- เพิ่มเครื่อง server ถ้าจำเป็น
- มองหาโปรเจ็คใหม่ ถ้าเป็นไปได้

ส่วนตัวมีแนวคิดในการทำธุรกิจ หรือการทำอะไรก็ตาม ว่า ก่อนเดินเข้าประตูไหน ควรมองหาทางออกไว้ก่อน (การเดินเข้า = การเริ่มต้นทำอะไรซักอย่าง, การหาทางออก = การจัดการกับมัน เมื่อถึงจุดอิ่มตัว / หมดความท้าทาย และอยากไปทำอย่างอื่นแล้ว) ที่ผ่านมาก็มองหาทางออก คิดไว้คร่าวๆ ตลอด เป็นหนึ่งในเรื่องท้าทายเหมือนกันที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ พยายามคิดเข้าข้างตัวเองเสมอว่า พอถึงเวลา เดี๋ยวคงเจอวิธีที่ดีที่สุดเอง

การลงทุน


เปลี่ยนแผนการลงทุนใหม่ คงไม่ต้องการผลตอบแทนมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่เปลี่ยนกลยุทธใหม่ เน้นมากกว่าเดิม เพิ่มความละเอียด (มั่วให้น้อยลง 555) ลองมองหาการจัดการความเสี่ยงแบบใหม่ มองๆ ไว้บ้างแล้ว

สุขภาพ


เราเรียนเกี่ยวกับสุขภาพ ทฤษฎีพอได้ แต่เป็นนักปฏิบัติที่แย่ "มากๆ" ไม่ได้เป็นเรื่องยาก แต่เป็นเรื่องของนิสัย / รูปแบบการดำเนินชีวิต ที่ทำให้เรารักษาสุขภาพของตัวเองให้ดีไม่ได้ แต่อย่างน้อย ถ้านึกถึงมัน ถ้าตระหนัก มีการวางแผน ก็คงดีกว่าไม่ทำอะไรเลย และปล่อยเวลาล่วงเลยไปเฉยๆ ผมจึงตั้งเป้าหมายของปีหน้า ไว้ดังนี้
- ออกกำลังกาย สัปดาห์ละ อย่างน้อย 3 วัน
- นอน วันละ 8 Hrs. / นอนไม่เกินตี 1
- กินข้าว วันละ 3 มื้อ 4 วันขึ้นไป ต่อสัปดาห์

พัฒนาตัวเอง


- อ่านหนังสือ อย่างน้อย เดือนละ 2 เล่ม ไม่ซื้อหนังสือมากองเกินครั้งละ 2 เล่ม
- ลองฝึกสมาธิ / ฝึกสติ
- ฝึกกีต้า / ร้องเพลง ให้ดีขึ้น
- อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ / ดูช่องภาษาอังกฤษ มากขึ้น

สิ่งที่ต้องทำ


- เขียน blog สัปดาห์ละครั้ง (2-3 ปีก่อน ตั้งใจจะเขียนทุกวัน เป็นไงล่ะ 5555)
- กลับบ้าน เดือนละ 1 ครั้ง

พักผ่อน


- ไปเที่ยว 2 ครั้ง
- ออกไปปาร์ตี้ ออกไปหาเพื่อน ทุกเดือน
- ซื้อของเล่น ให้ตัวเอง 2 ชิ้น (มีอยู่ในใจแล้ว)

หลักๆ คงมีแค่นี้ ถ้าคิดออก จะมาเพิ่มใหม่ :P

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

สรุปชีวิต ปี 2555

หลายอย่างเหลือเกิน ที่เกิดขึ้นในปี 2555 นี้

รูป 2555 นั่งทำเองนะครับ (ว่างมาก?)

เรียนจบ
เรียนจบไปแล้ว ผ่านไปด้วยดี (ผ่านเกือบวินาทีสุดท้าย) รู้สึกช่วงนั้นใช้เวลาได้คุ้มค่ามาก เรียน Summer 2 ตัว จาก 2 ม. เรียนที่มธ.ด้วยตัวนึง แล้วก็เรียนที่เกษตรด้วยตัวนึง แต่ก็รู้สึกคุ้มค่าที่ทำไป แม้ผลตอบแทนจะทั่วไป เรียนจบ เหมือนคนอื่น ที่บ้านได้สบายใจ (มีวิชานึง มันไม่เปิด summer ที่มธ. ต้องไปลงที่เกษตร ไม่งั้นจบไม่ทัน 4 ปี) ผ่านงานรับปริญญาไปแล้ว มันดูเหน็ดเหนื่อย และไม่น่าจดจำเท่าไหร่ (แต่น่าเสียดาย มันจำได้ขึ้นใจ) ไว้ค่อยเขียนแยกแล้วกัน มันดราม่าเหลือเกิน

หลังเรียนจบ
รู้สึกว่าตัวเองโชคดี ที่คิดเตรียมอะไรให้กับตัวเองไว้นานแล้ว เส้นทางค่อนข้างชัดเจน จบมาก็ทำตามแผนที่วางไว้ ทำงานที่คิดไว้ แล้วก็ศึกษาสิ่งที่อยากรู้เพิ่ม ชีวิตประจำวันหลักๆ ไม่มีอะไรมาก ตื่นนอน กินข้าว ทำงานที่ต้องทำ

งานที่ทำ
เป้าหมายที่ตั้งไว้สั้นๆ แค่ 1 ปี ตอนนี้เลยครึ่งทางมาแล้ว คือผ่านมาประมาณ 7 เดือนได้ เกือบทุกอย่างเป็นไปอย่างตั้งใจ ปกติเป็นคนตั้งเป้าหมายสูงอยู่แล้ว เรามีแนวคิดเกี่ยวศักยภาพของคนว่าถ้าต้องการทำอะไร ตั้งใจทำอะไร มันจะมีหนทางของมัน ถ้าตั้งใจมากพอ ต้องการมากพอ ก็จะทำได้ แล้วถ้าไม่สำเร็จ อย่างน้อยเราก็ได้ลองทำ ถ้าไปไม่ถึงจุดหมาย เราก็คงอยู่ระหว่างทางไปจุดหมายนั้นแหละ ถ้าไม่เลิกซะก่อน ด้วยความที่ตั้งเป้าหมายไว้ใหญ่ พอได้เริ่มทำอะไรๆ ตามแผน ที่ตั้งใจไว้ ก็รู้สึกดีนะ ที่มันเกิดขึ้นจริงๆ ด้วย ที่เราได้ทำ

หนังสือ
มีเวลาอ่านหนังสือบ้าง นิดหน่อย แต่ซื้อหนังสือมารอเยอะ ตอนนี้ก็ยังเหลืออยู่ ตั้งใจว่าจะ(อ่าน) เคลียร์ให้หมดก่อนปีใหม่ ปีนี้ถือว่าได้อ่านหนังสือน้อยเลย เพราะมีช่วงครึ่งปีแรกเลย เรียนหนักมาก ไม่ได้ขยัน แต่ว่าเก็บตัวที่เหลือ ที่ยังไม่ผ่าน ซึ่งเพื่อนๆ ผ่านไปหมดแล้ว ช่วงนั้นแทบไม่ได้อ่านหนังสือนอกเหนือจาก หนังสือเรียนเลย พอเรียนจบมาแล้วก็ไม่ได้จัดเวลาอ่านหนังสือโดยเฉพาะ อ่านตอนว่างๆ อ่านตอนออกไปข้างนอก ฯลฯ

หนังสือที่อ่านปีนี้ เริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับหุ้นน้อยลง แต่ก็ยังอ่านอยู่นะ คือรู้สึกว่า เรื่องการลงทุนหุ้นก็ต้องรู้นะ แต่ความรู้รอบตัวเรื่องอื่นก็ต้องมีเยอะๆ ต้องรู้กว้างๆ ปีนี้เลยมีอ่านหนังสือ การเมือง การทำธุรกิจ(พวกวิธีคิด กลยุทธอันนี้เน้น เพราะเอาไปใช้ได้จริง ตรงๆ เลย) เศรษฐศาสตร์บ้าง และก็นั่นแหละ เรารู้สึกว่าเงินต้นเราน้อยไปที่จะลงทุน (ให้ "รวย" "เร็ว") เลยไปหนักเอาที่ทำงาน เพิ่มกระสุนก่อน ก่อนออกรบต่อ

ลงทุน
วันนี้วันที่ 15/12/2555 ถ้าไม่มีอะไรแปรปรวน เปลี่ยนผันมากมาย คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากกว่านี้ การลงทุนปีนี้ ผลตอบแทนได้ตามที่ตั้งไว้ ไม่มากมาย (เพราะไม่ตั้งเป้าสูง) และต้องถอนเงินต้นไปคืนที่บ้านด้วย เอาไปคืนเยอะเหมือนกัน แต่ก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่เงินตัวเอง ยังไง วันนึง ก็ต้องคืนอยู่ดี

ทำเพื่อคนอื่น
ปีนี้ ทำเพื่อคนอื่นน้อยมาก ทำเพื่อตัวเองเป็นส่วนใหญ่ (ไม่นับทำให้ครอบครัว ที่ต้องทำอยู่แล้ว) บริจาคบ้างนิดหน่อย แต่คิดไว้ตลอดว่า จะช่วยอะไรคนอื่น/สังคม ได้มากๆ มากกว่าที่เป็นอยู่นี้

เช่นเคย เหมือนทุกปี รู้สึกว่าตัวเอง เล่นมากไปหน่อย บางทีภายนอกดูเหมือนตั้งใจ แต่อดเล่น อดไปทำนู่นนี่ไร้สาระไม่ได้ กลัวตัวเองเสียนิสัย มีคนบอกว่า "ถึงยังไง เราก็จะเสพติดกิจกรรมอะไรซักอย่างอยู่แล้ว ทำไมไม่เลือกกิจกรรมที่จะเสพติดนั้น ให้เป็นประโยชน์กับเราล่ะ" ที่ผมนึกออก น่าจะเป็น อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ

ปีนี้คงมีแค่นี้ จริงๆ ปีไหนก็ไม่ต่าง แค่เส้นแบ่งเวลา และเป็นสิ่งกระตุ้นให้เรารุกเร้าไปสู้เป้าหมายได้ตามตั้งใจ

Keep Calm and Carry On. ยิ้มหน่อยครับผม : )

เพลง จากลานโพธิ์ถึงภูพาน



คำร้อง/ทำนอง: วัฒน์ วรรลยางกูล และสุรสีรห์ ผาธรรม
เรียบเรียง: วงดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

"สักวัน คนเลวต้องรับกรรม สิ่งที่ทำ ต้องสนองสู่ตนและครอบครัว"

วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อีผอมลิ้นพอง

วันนี้ข้าวร้อนมาก

วันนี้ผมเดินไปกินข้าว แต่วันนี้จะเดินข้ามไปอีกฝั่งนึง เจออีผอมเหมือนทุกวันมันเดินเข้ามาหา เหมือนจะบอกว่า "ข้าวล่ะ ข้าว ไหนข้าว (ข้าวกูล่ะ)?" เราจะบอกมันก็ไม่ได้ว่า เอ้อ เดี๋ยวมา ขออนุญาตข้ามไปกินข้าวฝั่งนู้นก่อนนะครับ เดี๋ยวกลับมาซื้อข้าวให้ ก็บอกมันแล้ว แต่มันคงฟังไม่รู้เรื่อง มันเดินตามมาเรื่อยๆ อย่างมีความหวัง ระริกระรี้เชียว พอเดินไปซักพัก เหมือนรู้ว่าวันนี้อดล่ะ เราก็เดินไปใกล้ถึงสะพานลอยแล้วด้วย มันเลยเลิกเดินตาม เดินก้มหน้ากลับไป

พอผมกินข้าวเสร็จ เดินกลับมา ก็เจอมันอยู่แถวๆ ที่เดิม มันก็ยังเดินเข้ามาหา ก็ซื้อข้าวมาให้กิน วันนี้มีพะโล้กับผัดหมู แต่เป็นกรรมของอีผอม เพราะวันนี้ป้าร้านข้าวแกงทำกับข้าวมาใหม่ กะลังร้อนๆ (รู้สึกว่าจะทำอาทิตย์ละครั้งนี่แหละ ที่เหลืออุ่นเอา เหยดด) ผมก็จะคลุกข้าวให้มันเหมือนทุกที แต่ข้าวมันร้อน น้ำพะโล้ที่ราดมาก็ร้อน ขนาดคลุกยังร้อนมือ ถ้าเอาให้อีผอมกิน มันต้องลิ้นพอง แน่ๆๆๆๆๆ เลยใช้ช้อนหั่นๆๆ คนๆๆ แบ่งใส่กล่องสองฝั่ง ทำอยู่นาน อีผอมก็รอ ยืนจ้อง ทำท่าแบบ อยากกินแล้วล่ะ น่ะ เอามาเหอะ ผอมรับได้ เราก็ไม่รู้จะทำไง พอคลุกแล้ว มันก็คงไม่ร้อนมากแล้วล่ะ ก็เลยเอาให้มันกิน มันก็กินๆๆๆ ไป ร้อนนะ แต่ก็กิน กล่องข้าวโฟมมี 2 ฝั่ง (นึกภาพาตามนะ) เราแบ่งข้าวไปทั้ง 2 ฝั่ง ให้มันเย็นเร็วๆ มันก็สลับกันกิน ฝั่งนู้นที ฝั่งนี้ที ก็กินได้นะ ไม่มีปัญหา (แต่ลิ้นน่าจะมีปัญหาภายหลัง ดี พรุ่งนี้ไม่ต้องกิน 555) พอกินไปได้ซักพัก มันหยุดกิน แล้วหันไปเกาขี้กลากบนหลัง (นึกภาพตาม) หงั่บๆๆๆ คันหลังไง จะกินข้าวก็จะกิน คันก็คัน ผมเห็นมันเกาอยู่นาน เลยยกกล่องข้าวมัน แล้วก็เดินไปแอบ 5555 อีผอมหาใหญ่เลย งง ใครแกล้งกู หันไปหันมา ข้าวก็ติดบนหลัง เพราะว่าเอาปากที่กำลังกินข้าวไปเกาขี้กลากบนหลังตะกี้ ข้าวก็หาย ซวยละ 555

เกิดเป็นอีผอมช่างยากลำบาก
A__A
(T=T )__/
//-\---\

ผมเอาไปแอบแป๊บเดียว ก็ออกมา นึกว่าหายไปไหน (อีผอมคิด) ให้มันกินข้าวต่อ มันกินจนเสร็จ ผมเอากล่องไปทิ้ง อีผอมอิ่ม ผมกลับ

เรื่องเพิ่งเกิดขึ้นตะกี๊


วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

สวัสดีจ้ะ วันที่ 27092555

Tags
ไม่ได้เขียนมานานเหลื้อเกิน เขียนไม่ออก อิอิ เขียนบันทึกประจำวันละกัน

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

เรียนไปทำไม ชาตินี้ไม่ได้ใช้หรอก?

Tags

"เรียนไปทำไม ชาตินี้ไม่ได้ใช้หรอก"

สำหรับคนที่คิดแบบนี้ แบบ กูเรียนไปเพื่ออะไร มันไม่ได้เอาไปใช้เลย
มันคงจะล้มเหลวจริงๆ นั่นแหล่ะ ที่เรียนมา

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วันเกิดผม 23 ปีแล้ว

สวัสดีครับ ผมไม่ได้เขียน blog มานานมาก ยอมรับว่าเสียดายที่ไม่ได้เขียน แต่ไปทำอย่างอื่นแทน คือเล่น facebook twitter และอ่านหนังสือ (อันหลังนิดหน่อย)

วันเกิดผมเวียนมาถึงอีกครั้งแล้ว 4/5/2555 มันมาถึงเร็วมาก ผมรู้สึกว่าเพิ่งเขียน blog วันเกิดเมื่อปีที่แล้วไปเอง

วันนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว


วันนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ผมอยู่บ้านกับครอบครัวที่สุราษฎร์ธานี ไม่รู้ชะตาของตัวเองต่อจากนี้ และตอนเย็น ผมก็เปิดเว็บอยู่ในห้องนอนของผม ตรวจผล admission พบว่า ผมได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยอมรับว่า ตอนนั้น ผมไม่รู้หรอก ว่าธรรมศาสตร์นี่มันดียังไง มันน่าภาคภูมิใจยังไง ไม่เคยอยู่ในความคาดหวังของผมเลยด้วยซ้ำ แต่ผมก็ดีใจมาก ที่สอบติดที่นี่ ผมเดินไปบอกแม่ด้วยความตื่นเต้น ผมยังจำประโยคตะกุกตะกักของผมได้เลย ผมเดินด้วยตัวสั่นลงไปหาแม่ข้างล่าง พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นๆ ควบคุมความเบา ค่อย ไม่ได้ ว่า "แม่ สอบติดแล้วนะ ได้ธรรมศาสตร์" แม่ก็บอกว่า "ดีแล้วลูก แม่ดีใจด้วย" และก็กินข้าวเย็นตามปกติ ผมจำข้าวเย็นมื้อนั้นได้ ผมตักข้าวมากินเยอะมาก วันนั้นแม่ทำผัดเผ็ดหมูให้กิน ... ผัดเผ็ดหมูฝีมือแม่

ปีที่ผ่านมา


จากวันนี้เมื่อปีที่แล้ว (Blog วันเกิดเมื่อปีที่แล้ว: วันเกิดปีที่ 22 ครับ) ผมก็เรียนอยู่เหมือนเดิม ตามปกติ ย้ายที่พัก 1 ครั้ง ย้ายห้องอีก 1 ครั้ง แต่ก็ยังวนเวียนอยู่ไม่ไกลจากมหาลัย

1 ปีที่ผ่านมา ผมศึกษาเกี่ยวกับการลงทุน หนทางสู่ความมั่งคั่งที่อยู่ในความคิดผมตลอดมา ผมอ่านหนังสือตลอดทุกวัน เอาหนังสือไปด้วยทุกที่ ซื้อหนังสือทุกเล่มที่มีคำว่า "รวย" อยู่บนปก อ่านหนังสือหุ้นแนวทางที่สร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน ผมค้นพบข้อเท็จจริงหลายอย่างที่เคยเข้าใจผิดเกี่ยวกับเงิน และความร่ำรวย และตัวผมเองยังทำเว็บไซต์เหมือนที่ผ่านมา ปรับปรุงไปเรื่อย ๆ หลังจากวันเกิดผมปีที่แล้ว ผมไปเปิดพอร์ทหุ้น และทดลองซื้อ ขาย หาแนวทางของตัวเอง เมื่อรู้สึกว่ายังไม่ใช่ ผมลองเปลี่ยนแนวทาง ศึกษาเพิ่มเติม ศึกษาบริษัทที่ผมสนใจ และนำเงินเก็บมาซื้อหุ้นนั้น ส่วนผลจะเป็นยังไง รอดูจากนี้ครับ : )

ครอบครัว - พี่ชาย พี่สาว ของผม เรียนจบ ทำงานกันหมดแล้ว ผมกลับบ้านไป รูปรับปริญญาของพี่ทั้งสอง แปะอยู่หน้าห้องพ่อแม่ พี่ชายทำงานเป็นครู พี่สาวเป็นหมอฟัน ยอมรับว่ามันสร้างความกดดันให้ผมพอสมควรเหมือนกัน แต่ผมก็ยังมั่นใจว่าผมมีความคิด แนวทางที่ชัดเจนกับอนาคตของผม ที่จะสร้างความฝัน สร้างอนาคต สร้างความภาคภูมิใจให้ตัวเอง และครอบครัวได้ ที่บ้านผม แม่ผม พ่อผม และย่า แก่ลงอย่างเห็นได้ชัด ผมอยากให้พวกเค้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผมบอกตัวเองว่าจะต้องทำให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

การเรียนของผม ผมดีในที่ได้เรียนในธรรมศาสตร์ ผมได้รับแนวความคิดหลาย ๆ จากสถาบันแห่งนี้ ที่นี่สอนให้ผมรู้ว่า "ความรู้" สำคัญแค่ไหน ผมชอบที่นี่ ชอบคนที่นี่ ชอบอาจารย์ ชอบเพื่อน ชอบสังคม ชอบร้านข้าวที่นี่ ผมว่าคิดไม่ผิดที่เลือกเรียนที่นี่ มัน ดี มาก ผมว่าสิ่งที่ผมได้จากที่นี้ที่สำคัญมากที่สุดไม่ใช่ความรู้ แต่มันคือ "ความคิด" ที่นี่สอนให้ผมคิด (ผมขอบคุณสิ่งที่ให้ความรู้ผม แต่ผมขอบคุณมากกว่า ถ้าสิ่งนั้นทำให้ผมคิดเองได้ เลือกเองได้ ในสิ่งที่จะรู้ จะทำ จะเป็น)

ความรู้สึก


ตอนนี้ผมยังเรียนไม่จบ กำลังลังเรียนอยู่ เหลืออีก 2 ตัว และเรียนด้วยความทุลักทุเล ที่เป็นแบบนี้เป็นเพราะผมไม่ตั้งใจเรียนเอง ตอนปี 1-2-3 ผมไม่เสียใจที่เป็นแบบนี้ เพราะถึงย้อนเวลากลับไปได้ ผมก็ไม่ตั้งใจเรียนอยู่ดี คณะผมสอนอะไรดี ๆ ผมหลาย ๆ อย่าง บางอย่างผมก็เอาไปใช้ประโยชน์ได้ บางอย่างเอาไปใช้อะไรไม่ได้ (แต่ผมก็เชื่อว่ามันเป็นการฝึกสมองนะ ให้สมองเราหัดทำอะไรยาก ๆ) แต่ถ้าผมคิดว่ามันไม่สำคัญ ผมก็ไม่สนนะ ไม่ตั้งใจเรียน อย่างเช่นวิชาที่ผมเหลือ ๆ อยู่นี่แหละ หลังจากนี้ผมจะตั้งใจเรียนวิชาพวกนี้ให้จบ ตามความคาดหวังของครอบครัว เพื่อน สังคม และคนรอบข้าง เพื่อผมจะได้เดินไปตามทางของผมเองซะที

และตอนนี้ผมเองก็รู้สึกกลัวบ้าง เพราะผมมีเป้าหมายที่จะทำให้ได้ และเมื่อถึงวันเกิดผม มันก็เตือนให้ผมรู้ว่า เวลามันใกล้เข้าไปอีก แต่ผมก็ยังมั่นใจว่าผมทำได้ และมาถูกทางแล้ว

ขอบคุณพ่อ แม่ ย่า ที่ให้กำเนิด และเลี้ยงดูผมมา ให้ผมได้เรียนหนังสือ ทำงานหนักเพื่อผม ให้เงินผม เพื่อให้ผมได้ที่มีความเป็นอยู่ที่สบาย ให้ผมมีสิ่งอำนวยความสะดวกหลาย ๆ อย่าง ให้ผมได้ซื้อหนังสือที่ผมชอบอ่าน ให้โอกาสผมตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง

ขอบคุณเพื่อน ๆ ของผมที่ยังเป็นเพื่อนผม และเคยเป็นเพื่อนผม ทั้งที่ดีกับผม และไม่ดีกับผม ไม่รู้จะบอกยังไงว่าผมดีใจขนาดไหนที่เจอเพื่อนที่ผมรู้จักอยู่ตอนนี้ ทุกคนสอนสิ่งต่าง ๆ ให้ผม ให้ผมรู้ ให้ผมคิด ให้ความเป็นห่วง ให้ความช่วยเหลือ รวมถึงคนที่มองผมไม่ดี ผมอยากให้เค้ารู้ว่า ถ้าใครมองผมไม่ดี ผมก็คงไม่ดีจริง ๆ แหละ ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ผมทำให้ทุกคนพอใจไม่ได้ : )

 

วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

ความสุขของผม ?

"ความสุขในชีวิตเรา ต้องใช้เงินนะ แต่ไม่เยอะหรอก"

--- ดร. นิเวศน์    เหมวชิรวรากร


ความสุขของเรา มีเงินเป็นส่วนประกอบจริง ๆ แต่มันก็ไม่ได้ใช้เยอะอะไรมากมายนัก

ที่ผมเขียนแบบนี้เพราะอยากลบความเชื่อ(เก่าของตัวเอง และที่คนทั่วๆไปคิด) ที่ว่า
"ไม่ต้องมีเงินมากหรอก แค่มีความสุขก็พอ" - มีความสุข ไม่ต้องกินข้าวเหรอครับ?
"ระหว่างเงินกับความสุข ฉันเลือกความสุขดีกว่า"  - ทำไมต้องเลือกด้วยล่ะ ในเมื่อเราสามารถมีทั้งสองอย่างได้ ?
''เงินซื้อความสุข/ความรักไม่ได้หรอก" - เงินซื้อความสุขไม่ได้ ซื้อความรักไม่ได้ แต่ถ้าคนรักเราอยู่ไกล แล้วเราคิดถึง เงินก็พาเรานั่งเครื่องบินไปกอดคนที่เรารักได้ : )


อ่านแล้วไม่รู้จะเชื่อกันรึเปล่า แต่ยังไงผมก็คิดว่า "ร้องไห้บนรถเก๋ง ก็ดีกว่าร้องไห้บนรถเมล์นะ"

อิอิ ยิ้มหน่อยสิ ^___^