วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556

หนังสือ The Last Resignment: การลาออกครั้งสุดท้าย

The Last Resignment: การลาออกครั้งสุดท้าย

the last resignment

พูดตรงๆ เลยว่าเป็นหนังสือที่เชียร์ให้ลาออกจากงานประจำ อ่านสนุก แนวเล่าเรื่อง อ่านไม่น่าเบื่อ ผมอ่านรวดเดียวจบเลย ตอนแรกเพื่อนส่งมาให้อ่าน ผมขี้เกียจจะอ่าน เพราะไม่ได้ทำงานประจำอยู่แล้ว (555+) แต่ไม่ใช่หนังสือเพ้อเจ้อไร้สาระ มันเป็นหนังสือที่ทำให้เรารู้ว่าช่วงชีวิตนี้เราทำแบบนี้ เราต้องเจอแบบนี้ ถ้าเราเลือกทางเดินอื่น จะมีความรู้สึกยังไง ความเหนื่อยยาก ความลำบาก ความจริงแล้วเราต้องการอิสระภาพจริงรึเปล่า

และสิ่งที่สำคัญจริงๆ คือ เราเกิดมาเพื่ออะไร สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คืออะไร ลองหาอ่านดูครับ หนังสือไม่แพง คุ้มค่าทีเดียว

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

อคติส่วนตัว กับหลักการ

Tags

circleขอบคุณภาพ จากหนังสือ 7 อุปนิสัย สำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง


จริงๆ แผนภาพวงกลมนี้ใช้กับเป้าหมายในชีวิตครับ คือไม่ให้เราใช้ชีวิตยึดติดกับสิ่งใดรอบวง ซึ่งอย่างอื่นรอบวง มันแปรปรวน เปลี่ยนผันไปได้เรื่อยๆ ไม่แน่นอน ไม่ยั่งยืน แต่เราทุกคนควรมีแนวคิดหลักในใจ ว่า (๑) เราต้องการอะไร (๒) มีเป้าหมายอะไร และ (๓) อะไรคือสิ่งสำคัญจริงๆ ในชีวิตเรา ของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป เพราะมีเป้าหมายต่างกัน ความต้องการต่างกัน

ทั่วไปคนเราจะมีความคิดยึดตามสิ่งต่างๆ รอบวงใช่มั้ยครับ ซึ่งแตกต่างกันออกไป  แต่สิ่งที่ถูกต้องจริงๆ มันมีอยู่อันเดียว คือหลักการ

ส่วนเรื่องจะเอามาใช้กับคนที่ไม่ยอมฟังเหตุผล มันก็น่าจะประยุกต์ได้นะครับ ก็คือ การที่เราเถียงกันเนี่ย แสดงว่ามีข้อขัดแย้งอันนึง ซึ่งต้องการหาจุดยุติ แต่คนนึงมีความเชื่ออย่างหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว ตามปกตินั้นคนเราจะยึดติดกับความเชื่อของตัวเองครับ โดยความคิดนั้น จะมาจากอะไรก็ตาม (จากนอกวง) แต่ข้อเท็จจริง ก็มีอยู่อย่างเดียว ก็คือกลางวงเท่านั้น ซึ่งเป็นตรรกะที่ถูกต้อง ถ้าทำความเข้าใจได้ ปัญหาก็จะหมดลง

แต่ก็นั่นแหละครับ คนเรามักจะมีอคติต่อเรื่องใดๆ อยู่ในใจ เชื่ออย่างสุดซึ้งว่าความคิดตัวเองถูก
(ถ้าจะให้หาสาเหตุผมว่าคงเป็นเพราะการเลี้ยงดูตอนเด็กนะ มีผลเยอะ คือ fixed & growth mindset พูดเดียวยาวอีก 555) การเปิดใจรับสิ่งที่ถูกต้องที่สุด (ซึ่งเป็นเรื่องยาก) ทำให้เราพัฒนาตัวเองได้ครับ แล้วสังคมจะพัฒนาด้วย

งงมั้ย :D เพิ่มเติมได้นะครับ

ปล. Tweet ที่เป็นประเด็น





วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

คุณใช้อะไรมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต? ภาค 2

Tags
เราเคยเขียน blog คุณใช้อะไรมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต? เมื่อ 1 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมา

เวลาผ่านไปไม่นาน แต่ก็ได้เรียนรู้อะไรมาเยอะ ความคิดก็เปลี่ยนไป ตอนนี้ คิดว่า แต่ละเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต ก็ต้องอาศัยหลายๆ ศาสตร์มาอธิบาย ไม่น่าจะใช้เรื่องเดียวได้ ถึงบางคนจะบอกว่า ถ้ารู้อะไรมากไป จะใช้ชีวิตไม่มีความสุขนะ แต่เราคิดว่า รู้ ยังไงก็ดีกว่าไม่รู้ แล้วเข้าใจผิดไปเองแหละน่า

จริงๆ แล้วมันเป็นอะไรที่สนุกนะ ที่เราเรียนจบแล้ว แล้วยังรู้สึกว่า ยังมีเรื่องอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่รู้ ยังไม่ได้เรียนรู้ และข่าวดีคือ เราสามารถเรียนรู้มันได้ง่ายๆ แค่เปิดใจ

หลายสิ่งในสัญชาตญานมนุษย์ ที่ขัดแย้งกันเอง สิ่งที่หนึ่งที่คิดออกตอนนี้คือ จิตใจเราจะชอบยึดติดกับความคิดเดิมๆ แต่ก็มีความคิดอีกด้านหนึ่ง ที่คอยฉุดเราไปหาสิ่งใหม่ๆ ให้เรียนรู้ แล้วก็เปลี่ยนความคิดไปเรื่อยๆ

ไม่รู้ว่าเราเป็นคนเดียวรึเปล่า

 

Life Style หลังเรียนจบ

Tags
ที่จะบอกคือ หลังเรียนจบแล้ว การดำเนินชีวิต ไม่ค่อยเปลี่ยนไปเลย อาจจะแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ กินอะไรอย่างเดิม ทำอะไรอย่างเดิม นอนตื่นสายเหมือนเดิม นอนดึกเหมือนเดิม แม้สิ่งที่เปลี่ยนคือ ความรับผิดที่ต้องมีมากขึ้น (รับผิดชอบอะไร?)

กิจวัตประจำวัน ไม่ค่อยมีอะไรมา fix เพราะว่าทำตามใจตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็คล้ายๆ ตอนเรียนอยู่อีกนั่นแหละ ถ้าต้องไปอยู่ในระบบอะไรซักอย่าง (ซึ่งยังคิดไม่ออก ว่าตัวเองจะไปอยู่ในระบบอะไรได้?) คงต้องปรับตัวเป็นการใหญ่มากๆ

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556

สมมติฐาน 001: คนดูดี

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ได้อ่านข้อมูลอันหนึ่งว่า

"การชอบนั่ง/นอน เท้าคาง ทำให้ฟันเหยิน หรือฟันผิดรูปได้"

สนใจข้อมูลนี้มากๆ เลยเอามาคิดต่อกับหลายๆ อย่าง

พอจะทราบกันบ้างแล้วว่า การดำเนินชีวิตของเรา คือ นิสัย บุคลิค ทำให้เกิดสิ่งต่างๆ ตามมา ทั้งพฤติกรรม การตัดสินใจ และที่เราสนใจคือ "รูปร่างหน้าตา"

นิสัยการกิน กำหนดรูปร่างของเรา และมีอะไรรึเปล่า ที่กำหนดรูปร่างหน้าตาของเรา? โอเค ตอนนี้ทุกคนนึกในใจว่า พันธุกรรม กำหนดแน่นอน แต่มีปัจจัยอื่นอีกรึเปล่า เพราะเราก็หน้าตาไม่เหมือนพ่อแม่ พี่น้อง ไปซะทุกอย่าง ทุกคน จริงมั้ย? เลยทำให้เราเกิดสมมติฐานว่า

"คนที่ดูดี เป็นแค่คนที่..."

... คือ ข้างล่างนี้ (มีหลายปัจจัยหน่อย)

ไม่นั่งเท้าคาง
เพราะอาจทำให้เสียรูปหน้า/ฟันเก หรือฟันเหยินได้

นอนหงาย
เหตุผลเดียวกับเท้าคาง นอนคว่ำ นอนตะแคง หน้าทับกับที่นอน/หมอน ถ้าโดนจุดสำคัญ และโดนนานๆ เข้า ทำให้รูปหน้าเราเพี้ยน ฟันเกได้

ลิ้นดุนฟัน/นอนกัดฟัน
เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ฟันเก การใช้ลิ้นดุนฟัน แต่ละคนจะมากน้อยต่างกัน ซึ่งล้วนเป็นพฤติกรรมที่ทำไปโดยไม่รู้ การได้รับการชี้แนะ หรือโชคดี ไม่เป็นได้เป็นมาตั้งแต่เกิด ก็จะไม่มีพฤติกรรมนี้

กินพอเหมาะ
คนผอม หรืออ้วนเกินไป ดูเป็นคนสุขภาพไม่ดี คนรอบข้าง หรือคนที่มอง (แน่นอนว่ามองภายนอกก่อน) จะตัดสินแทบจะทันทีว่า คนๆ นี้เป็นคนที่ไม่น่าดู (ดูไม่ดี)

ดื่มน้ำปริมาณพอเหมาะ
เรื่องนี้อาจต้องคุยกันยาวหน่อย เราเรียนกันมาแต่เด็กว่า ควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว เพื่อให้เพียงพอต่อร่างกาย แต่บางแหล่งข้อมูล (และที่เรียนมา) บอกว่า ให้ดื่มเท่าที่ต้องการ ความกระหายน้ำจะเป็นการกำหนดการดื่มน้ำเอง การดื่มน้ำมากเกินไป ทำให้ไตทำงานหนัก และการดื่มน้ำทันทีหลังการกินข้าว จะรบกวนการย่อย (นี่ยิ่งรู้มากยิ่งมึน ทำอะไรไม่ถูกละ)

แต่ประเด็นเรื่องการดื่มน้ำแล้วดูดีคือ การดื่มน้ำจะทำให้ผิวชุ่มชื้น ดูสุขภาพดี นัยตาดูเป็นประกาย

ยิ้มง่าย
คนยิ้มแล้วทำให้ชวนมอง ถ้าเอาคนหน้าตาเหมือนกัน 2 คนมายืนคู่กัน อีกคนยิ้ม อีกคนทำหน้าบึ้ง เราจะสบายใจจะมองหน้าคนที่ยิ้มมากกว่า ดูแล้วดี (อาจเป็นที่มาของคำว่าดูดี ก็เป็นได้)

การออกกำลังกาย
ผิวเผิน การออกกำลังกาย เป็นการทำให้ร่างกายแข็งแรง ให้มีการเข้าสังคม และ ฯลฯ ซึ่งก็ถูกต้อง แต่สิ่งที่ซ่อนไว้ใต้การออกกำลังกายคือ ความสุขที่มาจากการออกกำลังกาย เมื่อออกกำลังกายในระยะเวลาที่เหมาะสม ทำให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดฟิน ทำให้เรามีความสุข และความรู้สึกมั่นใจในตัวเอง ภูมิใจในตัวเอง ว่าตนได้ออกกำลังกาย ถึงตอนนี้ยังไม่ดูดี/ยังไม่แข็งแรง แต่ก็กำลังเดินอยู่ในเส้นทางที่นำไปสู่การดูดี/แข็งแรง

ความมั่นใจในตัวเองนี้ น้อยครั้งจะเกิดขึ้นเองโต้งๆ โดยไม่มีอะไรภายในเลย เช่น คิดว่าตัวเองดียังไง ทำอะไรมา เก่งอย่างไร ฯลฯ การออกกำลังกายเป็นอย่างหนึ่งที่ทำให้เรามั่นใจในตัวเอง ความมั่นใจในตัวเองนี้ จะแสดงออกทางหน้าตา และบุคลิคภาพ เราสามารถจำแนกคนที่มั่นใจในตัวเอง และคนไม่มั่นใจในตัวเองได้ โดยสังเกตแค่หน้าตา และบุคลิคได้ จริงมั้ยครับ?

สรุปของสมมติฐานนี้ คือ ปัจจัยที่ทำให้ดูดี นอกจากพันธุกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้แล้ว ยังมีปัจจัยทางพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำกันทุกวัน โดยไม่รู้ตัว

ไม่กล้าตัดสินว่าสมมติฐานนี้ถูกต้อง /จบ