วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2561

บันทึกข้อผิดพลาดจากการลงทุนหุ้น หลังจากลงทุนมาครบ 7 ปี

บันทึกข้อผิดพลาดจากการลงทุนหุ้น หลังจากลงทุนมาครบ 7 ปี

วันนี้ดูสัมนา Money Talk วิทยากร 3 คนพูดถึงความผิดพลาดจากการลงทุนในหุ้นของตัวเอง พบว่าน่า
สนใจดี เลยกลับมามองตัวเอง ว่าที่ผ่านมา ได้ทำผิดพลาดอะไรไปบ้าง พอมีเวลาว่าง เลยอยากเขียนออกมาเป็น Blog เก็บไว้ เผื่อวันหลังมาอ่านทบทวน หรืออาจจะมีประโยชน์กับคนอื่น ก็คงจะน่ายินดี

ข้อผิดพลาดจากการลงทุนในหุ้น น่าจะมีได้ไม่กี่อย่าง หลัก ๆ ก็คือ ขาดทุน จนเสียหายหนัก หรือไม่ก็ขายหุ้นเร็วเกินไป จนได้กำไรน้อยกว่าที่ควรจะได้ (ขายหมู) ซึ่งแต่ละคนคงได้ประสบการณ์ และถอดออกมาเป็นบทเรียนได้แตกต่างกัน วันนี้จะมาบันทึกในเวอร์ชั่นของผมเองบ้าง

ผมลงทุนหุ้นครั้งแรกเมื่อ พฤษภาคม ปี 2011 ณ ปัจจุบัน ปี 2018 ก็ผ่านมาแล้ว นับเป็นตัวเลขกลม ๆ ประมาณ 7 ปี ตอนนั้น ยังเป็นนักศึกษา เรียนอยู่ปี 3 ทำงานหาเงินได้บ้างแล้ว และเริ่มเอามาลงทุนในหุ้น สำหรับตัวผมเอง รู้สึกว่าโชคดี ที่ได้ศึกษาในแนวทางที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม (เรียกแบบนี้ได้ไหม?) ก็คือการลงทุนแบบ Value Investor (แนว VI / วีไอ) ก็ชื่นชอบ และนับถือนักลงทุนหลายท่าน ที่เขียนหนังสือ จึงนำแนวคิดมาใช้ และมีเงินลงทุนอยู่ในหุ้นตลอดมา ตั้งแต่ตอนนั้น

เรื่องผลตอบแทน ถ้ามีเวลา (และไม่ขี้เกียจ) ก็คงจะเอามาเขียนสรุปตอนปลายปี ส่วนตอนนี้ มาพูดถึงความผิดพลาดกันก่อนดีกว่าครับ

1. ซื้อหุ้นปั่น
อาจเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดในชีวิตการลงทุน เหมือนเป็นการทรยศต่อเงินของตัวเอง ที่เอาไปลงกับสิ่งที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าบริษัทมันทำอะไร เป็นช่วงปี 2014 ที่หาเงินได้พอสมควร เลยไม่ค่อยสนใจเรื่องการลงทุนหุ้นสักเท่าไหร่ แต่มีเงินก็เอาไปใส่พอร์ต มีคนบอกให้ซื้อหุ้นอะไรก็ซื้อตาม ด้วยความอยากรวยเร็ว (ใครไม่อยากบ้างล่ะ?) กำไรก็ได้บ้าง แต่ขาดทุนเยอะกว่า ขาดทุนหลายครั้ง ครั้งละเป็นแสน ตอนนั้นก็ไม่ได้บทเรียนเท่าไหร่ เพราะดูจากที่ทำหลายครั้ง เหมือนเล่นการพนัน พอพลาดก็อยากเอาคืน ซื้อหุ้นแต่ละครั้ง เป็นสัดส่วนเยอะ ๆ ของพอร์ต ตัวที่เสียไปเยอะสุดยังจำได้ ลงถึง Floor แล้วก็ขายไม่ทันด้วย

หลังจากตอนนั้น ก็ไม่ได้ซื้อ "หุ้นปั่น" ตามที่คนอื่นบอกอีก จริง ๆ เป็นเรื่องปกติที่เวลาพลาด เราจะโทษคนอื่น ถ้าได้กำไร เราก็คงให้เครดิตตัวเอง 555 แต่ตอนนั้นก็ซึ้ง เพราะเชื่อคนอื่น และไม่ยึดมั่นสิ่งที่ตัวเองเคยศึกษามา มาถึงตอนนี้ ก็ได้บทเรียนที่ดีครับ

2. ไม่ยอมตีแตก
จริง ๆ ผมคิดเสมอ (คิดไปเอง?) ถ้าเราไม่มั่นใจ ก็อย่าซื้อหุ้นตัวนั้นเลย แต่ถ้ามั่นใจ แล้วทำไมถึงซื้อน้อย ๆ ล่ะ? เป็นความคิดที่อาจจะฟังไม่เข้าท่าเท่าไหร่นะครับ แต่มันก็ทำให้เราศึกษามากขึ้น เวลาจะซื้อหุ้นสัก 1 ตัว แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หุ้นตัวที่ได้กำไรเยอะ ๆ กลับซื้อน้อยมาก อย่างน่าใจหาย ตอนนั้นที่ถือมาได้ โดยไม่สนใจอะไรมาก คือไม่ขาย ไม่ซื้อเพิ่ม เพราะซื้อในสัดส่วนที่น้อยด้วย เลยปล่อย ๆ ไป กลายเป็นถือนานจนได้กำไรมากพอสมควร ทำให้ย้อนนึกไปเสียดายว่า ทำไมตอนนั้นไม่ยอมตีแตก คือซื้อในสัดส่วนเยอะ ๆ ของพอร์ตไปเลย

ในหนังสือจิตวิทยาหุ้น บอกไว้ว่า ถ้าเราเจอการลงทุนที่ทำให้เจ็บหนัก อาจทำให้กลัวตลาดหุ้นไปเลยก็ได้ เปรียบเหมือนโดนงูฉก ก็คือจะกลัวไปเลย เหตุการณ์แบบนี้ก็เหมือนกัน คือหลัง ๆ กลัวจะเป็นแบบนี้อีก เลยไม่ค่อยซื้อตัวเล็กตัวน้อย เพราะกลัวได้กำไรเยอะ แล้วเราซื้อไปแค่นิดเดียว แบบนี้เจ็บกว่าโดนงูฉกอีก

3. ขี้เกียจศึกษาข้อมูลหุ้นรายตัว
หนังสือหุ้นหลาย ๆ เล่ม อ่านสนุก มีแนวคิดที่น่าสนใจ ผมชอบอ่านมาก คิดว่าหลายเล่ม ทำให้ทัศนคติต่อการลงทุนของเราดีขึ้น ถ้าเป็นบางเล่มที่เจาะลึกลงไปหน่อย จะมีวิธีดูตัวเลขงบ มีสมการให้ประเมินราคาหุ้น เป็นแบบวิธีที่นำไปใช้จริง บางทีจะเริ่มอ่านผ่าน ๆ ไม่ค่อยเอาไปใช้จริง เพราะขี้เกียจ เป็นแบบนี้มานาน เพิ่งจริงจังกับการเอาวิธีปฏิบัติจริงมาใช้ เมื่อไม่นานมานี้เอง เมื่อเราเอาเงินไปลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่สูง และรู้สึกว่าไม่อยากพลาดอีกแล้ว

ความขี้เกียจ หรือผัดวันประกันพรุ่งแบบนี้ อย่างน้อยมันก็ดีว่า ที่จริงเรารู้ดี ว่าต้องทำอะไร แค่ขี้เกียจ แต่เวลาที่จำเป็นต้องทำ มันก็ต้องทำ เป็นหน้าที่ที่จะรักษาเงินลงทุนของเราไว้ (กฎของการลงทุนข้อที่ 1 ห้ามเสียเงินทุนไป)

4. ขายหมู
ผมว่านักลงทุนในหุ้น เกือบ 100% ต้องเคยขายหมูมาก่อน คือขายแล้วราคามันขึ้นไปต่อ ส่วนตัวผมเองไม่ค่อยเจอเหตุการณ์แบบนี้ เพราะซื้อขายน้อยครั้ง ในรอบหลายปีที่ผ่านมา แทบจะนับครั้งได้ และคงเป็นความโชคดีมากกว่า ที่ขายได้ตอนราคาพีค ๆ (ไม่พีคสุดหรอก ไม่น่าจะมีใครทำได้นะ) อย่างมากที่เจอคือ ตอนสูงกว่า ไม่ขาย แต่ตอนปรับลงมาค่อยขาย คือพอร์ตไม่ได้ร้อยล้านพันล้าน เลยขายไม้เดียวได้ ไม่ต้องทะยอยขาย

เรื่องนี้ คิดว่า ถ้าได้กำไร ยังไงก็ดีทั้งนั้น คงไม่มีใครขายที่ High สุดได้ หรือถ้าได้ ก็คงโชคดีมากกว่า กำไร เป็นเรื่องของความพอใจมากกว่า และเรามักจะดีใจกับกำไรที่เหนือความคาดหมายมากกว่า กำไรที่คาดหวัง (เหมือนการซื้อหวย) ถ้าเรารู้จักควบคุมจิตใจตัวเอง ว่าจะเอากำไรเท่านี้ และทำให้ได้ ก็จะเป็นการดีมากกว่า ที่เราทำได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ ไม่ใช่ได้มาเพราะว่าฟลุ๊ค หรือมีดวงมาช่วย จริงไหม?

5. ซื้อหุ้นวัฏจักร (ข้อพิเศษ)
ข้อพิเศษ เพราะข้อนี้ ไม่ได้เจอด้วยตัวเอง แต่ได้ฟังจากพี่โจ ลูกอีสาน จากงานสัมนาที่พูดถึงข้างต้น แล้วคิดว่าเป็นประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจมาก ๆ แกบอกว่า บ.หนึ่ง ปีที่แล้ว กำไรแค่ 20 ล้านบาท และปีนี้กำไร Q1 สูงถึง 100 ล้านบาท ก็เลยเข้าซื้อหุ้นตัวนั้น แต่ปรากฎว่าไตรมาสต่อมา งบออกมา ขาดทุนถึง 80 ล้านบาท และมารู้ตอนหลังว่า หุ้นตัวนี้ เป็นหุ้นวัฏจักร และคิดไปเองว่าเป็นหุ้นคุณค่า (หุ้น VI) จึงทำให้ขาดทุนหนัก จากการลงทุนหุ้นตัวนี้

สรุป
นักลงทุนหุ้นทุกคน ล้วนแต่เจอความผิดพลาดกันหมด (พลาดได้แต่อย่าตาย - โจ ลูกอีสาน) อยู่ที่ใครจะมาเล่าให้เราฟังหรือไม่ เท่าที่เห็นเป็นวิทยากร หรือนักลงทุนที่เขียนหนังสือ ก็มีมาเล่ากันพอสมควร บางคนอาจจะเจ๊งจนสาปส่งตลาดหุ้นไปเลย หรือถ้ายังรอดมาเล่าให้ฟังได้ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะศึกษาไว้

ตลาดหุ้นเต็มไปด้วยอารมณ์ มีส่วนผสมของความโลภ และความกลัว เมื่อดึงอารมณ์ออกไป แล้วเราจะค่อย ๆ ได้สติ ว่าสิ่งที่ควรทำจริง ๆ ในตอนนั้น คืออะไร และอย่าลืมว่า เจ้ามือตัวจริง คือผลประกอบการของบริษัท

ขอให้โชคดีในการลงทุนทุกท่านครับ


EmoticonEmoticon